ใครเปิดประตูสวมสิทธิ? แกะ 4 ตัวละคร เจาะเงินหมุน ‘อาหลง’ 581 ล้าน

เงินสดกว่า 23 ล้านบาทซุกอยู่ในรถเตรียมข้ามแดน ชื่อบิดาในเอกสารของเด็กชายคนหนึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และบุคคลตามหมายแดงสากลกลับมีชื่ออยู่ในระบบทะเบียนไทย เบาะแสต่างจุดจากหลายคดี กำลังพาเจ้าหน้าที่กลับไปหาคำถามเดียวกัน—ใครเปิดทางให้บุคคลเหล่านี้ได้เอกสารประจำตัว และสถานะที่ได้มาถูกนำไปใช้ทำอะไรบ้าง? เพราะชื่อหนึ่งชื่อในทะเบียนอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจ ถือครองทรัพย์สิน และเดินทางข้ามประเทศ การแกะรอยจึงต้องย้อนถึงผู้จัดหาเอกสาร เจ้าบ้าน นายหน้า และเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง นี่คือโจทย์ใหญ่ของปฏิบัติการ “เผยเงาเหนือ” หรือ Operation Northern Shadow ที่ตำรวจและกรมการปกครองกำลังขยายผลจากพื้นที่ชายแดนเชียงรายเข้าสู่กรุงเทพมหานคร เพื่อตรวจสอบการทุจริตทะเบียนราษฎรและการใช้สถานะบุคคลเป็นช่องทางเข้าถึงสิทธิต่าง ๆ ในประเทศไทย

เปิดแฟ้มชายแดน ตามรอยผู้เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สั่งการให้ พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ร่วมกับ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล สนธิกำลังเปิดปฏิบัติการตรวจสอบขบวนการทุจริตทะเบียนราษฎร ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ชุดสืบสวนนครบาล และกรมการปกครอง DOPA N.I.C.E. ประสานการทำงานกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ปปท. โดยมี พล.ต.ต.ธีระชัย ชำนาญหมอ รองผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ และ พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล ร่วมดำเนินการ

พล.ต.ท.นพศิลป์เปิดเผยว่า การขยายผลในพื้นที่อำเภอเวียงแก่นและอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย พบผู้เกี่ยวข้องรวม 36 ราย ตั้งแต่ผู้จัดหาเอกสาร เจ้าบ้าน นายหน้า ไปจนถึงเจ้าหน้าที่รัฐ ศาลออกหมายจับ 15 หมาย และหมายค้น 7 หมาย เจ้าหน้าที่รายงานผลจับกุมแล้ว 24 ราย แบ่งเป็นการจับตามหมาย 5 ราย และจับซึ่งหน้า 19 ราย ประกอบด้วยชาวจีน 3 ราย คนไทย 2 ราย และชาวเมียนมา 19 ราย จากการขยายผล ปรากฏ 4 เป้าหมายสำคัญ ที่มีเส้นทางการได้มาซึ่งสถานะและเอกสารแตกต่างกัน ส่วนจะเชื่อมถึงบุคคลหรือขบวนการเดียวกันเพียงใด ยังเป็นประเด็นที่ต้องพิสูจน์ด้วยพยานหลักฐาน

“อาหลง” จากปมชื่อบิดา ถึงเงินหมุน 581 ล้าน แฟ้มแรกเริ่มจากเด็กชายชาวไทยที่เตรียมเดินทางไปประเทศจีนกับ นายอี้หลง แซ่จาง หรือ “อาหลง” และหญิงชาวจีน สิ่งที่ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบต่อ คือชื่อบิดาในเอกสารไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ก่อนผลตรวจดีเอ็นเอจะระบุว่า นายอี้หลงเป็นบิดาที่แท้จริง เบาะแสดังกล่าวนำไปสู่การย้อนตรวจประวัติของนายอี้หลง ซึ่งถือบัตรประชาชนไทยเลขขึ้นต้นด้วย 5 และมีการเพิ่มชื่อเข้าทะเบียนราษฎรในอำเภอเวียงแก่น โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าพบการทุจริตทางทะเบียนเพื่อสร้างตัวตนในประเทศไทยสำหรับประกอบธุรกิจ

เมื่อขยายจากเอกสารไปสู่เส้นทางเงิน ข้อมูลเบื้องต้นพบเงินหมุนเวียนในบัญชีของนายอี้หลงและภรรยารวมประมาณ 581 ล้านบาท พร้อมบ้าน ที่ดิน และรถหรู มูลค่ารวมกว่า 312 ล้านบาท ที่อยู่ระหว่างตรวจสอบ รวมถึงข้อมูลเชื่อมโยงกับบริษัทและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มน้ำหนักให้การตรวจสอบ แต่ยังต้องแยกให้ชัดระหว่างยอดเงินหมุนเวียนกับเงินที่เกี่ยวข้องกับความผิด ตลอดจนทรัพย์สินที่ถือครองกับทรัพย์สินที่อาจได้มาโดยมิชอบ ปมของแฟ้มนี้จึงอยู่ที่ว่า สถานะบุคคลได้มาอย่างไร และถูกนำไปใช้เข้าถึงสิทธิทางธุรกิจหรือทรัพย์สินอย่างไรบ้าง

เงินสดในรถ ย้อนรอย “บัตรหัว 0” ขณะที่แฟ้มแรกเริ่มจากเอกสารของเด็กชาย แฟ้มที่สองเริ่มจากเงินสดกว่า 23 ล้านบาท ในรถที่กำลังจะข้ามแดน เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 เจ้าหน้าที่ตรวจพบเงินจำนวนดังกล่าวซุกซ่อนอยู่ในรถที่เตรียมออกจากประเทศไทยไปเมียนมา โดยไม่ได้ดำเนินพิธีการตามกฎหมาย การตรวจพบครั้งนั้นนำไปสู่การสืบสวนเส้นทางเงินและบุคคลที่เกี่ยวข้อง หนึ่งในเป้าหมายคือ นายหลวง ยี่หลง หรือ SAI LONE AYE ชาวเมียนมา ผู้ถือบัตรบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียน หรือที่เรียกกันว่า “บัตรหัว 0” ตามข้อมูลการสืบสวน นายหลวงเข้ามาอยู่ในประเทศไทย เคยบวชเป็นพระในพื้นที่อำเภอแม่สาย ก่อนเข้าสู่กระบวนการทำบัตรโดยอ้างว่าเป็นบุคคลชายขอบ เจ้าหน้าที่ขยายผลพบพระและสามเณรต่างด้าวหลายรายที่มีปัญหาด้านสถานะเข้าเมือง โดยรายงานการจับกุมในส่วนนี้ 20 ราย รวมเจ้าอาวาส ยอดดังกล่าวเป็นผลจับกุมที่ระบุในคดีขยายผลนี้ ส่วนยอดรวมของปฏิบัติการยังต้องแยกตรวจสอบเพื่อไม่ให้นับบุคคลซ้ำกัน จากเงินสดในรถหนึ่งคัน การสอบสวนกำลังตรวจสอบว่ากระบวนการได้มาซึ่งสถานะบุคคลเป็นไปโดยชอบหรือไม่ และมีผู้ใดได้รับประโยชน์จากการจัดทำเอกสารดังกล่าว

หมายแดงจีน กับชื่อในทะเบียนแม่สาย แฟ้มที่สามคือ นาย LI ZHIJUN หรือ “จิน ไทยลื้อ” ชาวจีน บุคคลตามหมายแดง INTERPOL จากคดีรับเงินฝากโดยผิดกฎหมายในประเทศจีน ตามข้อมูลที่เจ้าหน้าที่เปิดเผย คดีต้นทางมีมูลค่าความเสียหายกว่า 3,000 ล้านหยวน หรือประมาณ 15,000 ล้านบาท และมีผู้เสียหายกว่า 3,000 ราย การตรวจสอบในประเทศไทยพบว่า นาย LI ZHIJUN มีบัตรหัว 0 และมีชื่ออยู่ในทะเบียนพื้นที่อำเภอแม่สาย เจ้าหน้าที่จึงขยายผลถึงนายหน้า เจ้าบ้าน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง อีกจุดที่อยู่ระหว่างตรวจสอบ คือคนต่างด้าวอีก 7 รายที่ใช้ที่อยู่ทางทะเบียนเดียวกัน โดยต้องตรวจว่าพำนักอยู่จริงหรือไม่ และมีความเกี่ยวพันกันในลักษณะใด การมีชื่ออยู่ในที่อยู่เดียวกันยังไม่เพียงพอจะยืนยันความผิด แต่เมื่อปรากฏร่วมกับข้อสงสัยเรื่องการได้มาซึ่งสถานะ เจ้าหน้าที่จึงต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและหลักฐานให้ครบถ้วน ปัจจุบันเจ้าหน้าที่ระบุว่า นาย LI ZHIJUN อยู่ระหว่างรับโทษในประเทศไทย และเตรียมเข้าสู่ขั้นตอนเนรเทศและดำเนินการเกี่ยวกับหมายแดงต่อไป

จากคำร้องไร้สถานะ ถึงหนังสือเดินทางไทย เป้าหมายรายที่สี่คือ นายฐกร เซ่งกัวร์ หรือ GUO YU ชาวจีน ซึ่งข้อมูลการสืบสวนระบุว่ามีความเชื่อมโยงกับบุคคลตามหมายจับของทางการจีนในคดีรับเงินฝากโดยผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่พบข้อมูลว่า บุคคลรายนี้เคยยื่นคำร้องเข้าสู่ระบบทะเบียนบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียนที่อำเภอเวียงแก่น ก่อนต่อมาจะมีบัตรประชาชนไทยเลขขึ้นต้นด้วย 8 และเปลี่ยนชื่อเป็น “ฐกร” นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ รถยนต์ บริษัท และประวัติเดินทางออกนอกประเทศโดยใช้หนังสือเดินทางไทย จุดสำคัญของการตรวจสอบอยู่ที่เส้นทางระหว่างคำร้องครั้งแรกกับสถานะที่ได้รับในภายหลัง รวมถึงความชอบด้วยกฎหมายของแต่ละขั้นตอน เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างติดตามตัวเพื่อดำเนินการตามหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมตรวจสอบข้อมูลด้านทรัพย์สินและธุรกิจ เพื่อพิสูจน์ความเกี่ยวพันกับความผิดตามพยานหลักฐาน

สี่แฟ้ม หนึ่งคำถามใหญ่ ทั้ง 4 กรณีสะท้อนโจทย์ร่วมกัน คือความถูกต้องของกระบวนการที่ทำให้บุคคลหนึ่งมีชื่อ มีเอกสาร และได้รับสิทธิในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม การมีบัตรหัว 0 หรือเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วยตัวเลขใด ไม่ใช่หลักฐานความผิดในตัวเอง ประเด็นสำคัญคือข้อเท็จจริงของคำร้อง ความถูกต้องของเอกสาร และการใช้อำนาจในแต่ละขั้นตอน การตรวจสอบจึงต้องแยกผู้ได้รับสถานะโดยชอบออกจากผู้ที่อาจใช้ข้อมูลเท็จหรืออาศัยการทุจริต พร้อมดำเนินการตามหลักฐานที่พบ น้ำหนักของปฏิบัติการ “เผยเงาเหนือ” อยู่ที่การตามให้ถึงต้นทางของเอกสาร หากพบการทุจริต ต้องตอบให้ได้ว่าใครจัดหา ใครอนุมัติ และใครได้รับผลประโยชน์ โดยเฉพาะหากมีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง การขยายผลต้องไปถึงผู้ใช้อำนาจโดยมิชอบ เพื่อให้การดำเนินคดีครอบคลุมทั้งผู้ใช้เอกสารและผู้ช่วยให้เอกสารนั้นเกิดขึ้น

ตามให้ถึงคนเปิดประตู สำนักงานตำรวจแห่งชาติภายใต้นโยบายของ พล.ต.อ.สำราญ ยืนยันว่าจะบูรณาการกับกรมการปกครองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขยายผลอย่างต่อเนื่อง และดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องตามพยานหลักฐาน จากนี้ สิ่งที่สังคมต้องติดตามคือผลการตรวจสอบเส้นทางเงิน ความรับผิดชอบของผู้เกี่ยวข้อง และมาตรการป้องกันไม่ให้ช่องโหว่เดิมถูกใช้ซ้ำ ระบบทะเบียนที่เข้มแข็งต้องตรวจสอบย้อนหลังได้ ตั้งแต่ผู้ยื่นคำร้อง ผู้อนุมัติ ไปจนถึงหลักฐานที่รองรับการเปลี่ยนสถานะ เมื่อพบว่ารายการใดไม่ถูกต้อง ต้องแก้ไขและดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้อง พร้อมรักษาสิทธิของผู้สุจริต เพราะชื่อในทะเบียนหนึ่งชื่อมีความหมายไกลกว่าบัตรหนึ่งใบ นั่นคือจุดตั้งต้นของสิทธิที่รัฐรับรอง และความเชื่อมั่นที่ประชาชนฝากไว้กับระบบราชการ

การจับผู้สวมสิทธิจึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ความสำเร็จที่แท้จริงคือการตามให้ถึงผู้เปิดประตู และทำให้ประตูบานเดิมไม่ถูกซื้อเปิดได้อีก #canchaonews #สมชายจรรยา #สกู๊ปพิเศษ #เผยเงาเหนือ #ทุจริตทะเบียนราษฎร #สวมสิทธิ #ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง #กรมการปกครอง