รถขยะทะลวงเครือข่ายยา ‘บังดำ‘จากอ่อนนุชถึงแพรกษา แกะรอยสองสัปดาห์เฝ้าติดตาม จากยาบ้า 120,000 เม็ด สู่หัวหน้าแก๊งย่านประเวศ

ชื่อหนึ่งที่มักปรากฏซ้ำอยู่ในการขยายผลคดียาเสพติดย่านประเวศ แต่เมื่อชุดสืบสวนพยายามตามให้ถึงตัวบุคคล เส้นทางกลับสะดุดลงตรงคำตอบที่ไม่ชัดเจนและความเงียบของผู้ถูกจับกุม “บังดำ” คือชื่อที่ตำรวจต้องการคลี่ให้ได้ว่าเป็นใคร อยู่ที่ไหน และเกี่ยวข้องกับเครือข่ายที่กำลังติดตามอย่างไร ตามข้อมูลของชุดสืบสวน ผู้ต้องหาบางรายมีท่าทีหวาดกลัวเมื่อถูกถามถึงบุคคลนี้ ขณะที่พื้นที่เป้าหมายเป็นชุมชนซึ่งมีทางเข้าออกคับแคบ เส้นทางซับซ้อน และผู้คนรู้จักกัน การปรากฏตัวของคนแปลกหน้าจึงอาจถูกสังเกตได้อย่างรวดเร็ว โจทย์ของตำรวจจึงมีสองชั้น ต้องยืนยันตัวผู้ต้องสงสัยให้ได้ และต้องเข้าถึงพื้นที่โดยไม่ทำให้เป้าหมายรู้ตัวก่อน
กระทั่งนำมาสู่ปฏิบัติการที่ใช้ชื่อว่า “รถขยะอำพราง” แต่เบื้องหลังชื่อปฏิบัติการที่สะดุดหู มีเส้นทางพยานหลักฐานที่ต้องติดตามให้ลึกกว่าภาพการเข้าจับกุม ตั้งแต่คดียาบ้าล็อตใหญ่ ผู้ต้องหาที่ถูกกล่าวหาว่าควบคุมเครือข่าย ไปจนถึงข้อมูลในโทรศัพท์ซึ่งตำรวจระบุว่าอาจเกี่ยวข้องกับการแทรกแซงพยานและการสร้างเรื่องร้องเรียนเจ้าหน้าที่

จากยาบ้า 120,000 เม็ด สู่ชื่อที่ปรากฏซ้ำ จุดตั้งต้นสำคัญของคดีนี้ ตามข้อมูลตำรวจ คือการขยายผลจากการจับกุมยาบ้า 120,000 เม็ดในพื้นที่ประเวศ ชุดสืบสวนของศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กองบัญชาการตำรวจนครบาล หรือ ศอ.ปส.บช.น. นำข้อมูลจากหลายคดีมาเชื่อมโยง ก่อนระบุว่าบุคคลที่ถูกเรียกว่า “บังดำ” คือ นายสมภพ อายุ 38 ปี สงวนนามสกุล มีภูมิลำเนาในเขตประเวศ กรุงเทพมหานคร ตำรวจกล่าวหาว่านายสมภพมีบทบาทควบคุมและสั่งการผู้เกี่ยวข้องในเครือข่าย โดยมีพื้นที่ชุมชนท้ายซอยอ่อนนุชเป็นจุดที่ต้องเฝ้าติดตาม
ต่อมา ศาลอาญาพระโขนงออกหมายจับที่ จ.1001/2569 ลงวันที่ 2 ตุลาคม 2569 ในข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการร่วมกันจำหน่ายยาบ้าและไอซ์ การร่วมกันครอบครองเคตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต และการสมคบเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด ยาบ้า 120,000 เม็ดจึงเป็นของกลางจาก คดีต้นทางที่ใช้ขยายผล ส่วนของกลางที่ตำรวจรายงานในการปฏิบัติการครั้งนี้เป็นอีกชุดหนึ่ง การแยกตัวเลขทั้งสองส่วนมีความสำคัญต่อการทำความเข้าใจคดีและน้ำหนักของหลักฐานที่เชื่อมถึงผู้ต้องหาแต่ละราย

สองสัปดาห์ในพื้นที่—ยังไม่พบตัวเป้าหมาย แม้ระบุตัวบุคคลได้แล้ว การติดตามจับกุมยังไม่จบลงง่าย ๆ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ซึ่งรับผิดชอบงานยาเสพติด เปิดเผยตามข้อมูลที่ได้รับว่า เจ้าหน้าที่อำพรางเข้าเฝ้าติดตามพื้นที่นานกว่าสองสัปดาห์ แต่ยังไม่พบตัวนายสมภพ คำอธิบายของชุดสืบสวนสะท้อนอุปสรรคสำคัญ ทั้งลักษณะทางกายภาพของชุมชน ความคุ้นเคยของคนในพื้นที่ และการแจ้งเตือนเมื่อมีบุคคลภายนอกเข้ามา ตำรวจยังระบุว่า บางครั้งมีการนัดซื้อขายยาเสพติดบริเวณกองขยะรกร้าง ทำให้การเข้าถึงจุดต้องสงสัยยากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ลักษณะพื้นที่และความสัมพันธ์ของคนในชุมชนไม่ได้หมายความว่าประชาชนทั้งหมดเกี่ยวข้องกับเครือข่ายยาเสพติด ผู้พักอาศัยจำนวนมากอาจเป็นผู้ที่ต้องอยู่กับความเสี่ยงและผลกระทบจากปัญหานี้โดยตรง ภารกิจจึงต้องอาศัยการแยกเป้าหมายให้แม่นยำ พร้อมรักษาความปลอดภัยของประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้อง ตามข้อมูลตำรวจ พ.ต.ท.ธัญพีรสิษฐ์ จุลพิภพ สารวัตรกองกำกับการสืบสวน 3 กองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล หรือ “สารวัตรแจ๊ะ” ได้รับมอบหมายให้ร่วมวางแผนแฝงตัวเข้าพื้นที่ ก่อนชุดปฏิบัติการเลือกใช้แนวทาง “รถขยะอำพราง” เป้าหมายของแผนคือเปิดทางให้เจ้าหน้าที่เข้าถึงพื้นที่ซึ่งการเคลื่อนไหวตามปกติของตำรวจอาจถูกตรวจพบก่อนถึงจุดตรวจค้น
หมายค้น 5 จุด เปิดทางตามถึงบ้านเช่า วันที่ 7 ตุลาคม 2569 ตามรายงานปฏิบัติการที่ได้รับ เจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาลสนธิกำลังร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ส.กรุงเทพมหานคร และประสานกรุงเทพมหานคร เข้าตรวจค้นตามหมายค้นศาลอาญารวม 5 จุด ในกรุงเทพฯ และจังหวัดสมุทรปราการ การปฏิบัติการอยู่ภายใต้การสั่งการของ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้บังคับบัญชาที่เกี่ยวข้อง โดย พล.ต.ต.ธีรเดช และนายปฤณ เมฆานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ส.กรุงเทพมหานคร นำกำลังร่วมปฏิบัติการกว่า 50 นาย การตรวจค้นพื้นที่ชุมชนย่านอ่อนนุชนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหาที่ตำรวจระบุว่าเกี่ยวข้องกับเครือข่าย 5 ราย และพบผู้เสพยาเสพติดอีก 9 ราย
แต่บุคคลที่เป็นเป้าหมายสำคัญยังไม่อยู่ในกลุ่มผู้ถูกจับกุมช่วงแรก ตามคำอธิบายของชุดสืบสวน การสอบถามผู้เกี่ยวข้องยังไม่ทำให้ทราบที่อยู่ของนายสมภพ กระทั่งได้รับเบาะแสเพิ่มเติมจากสายลับ ก่อนติดตามไปจับกุมได้ที่บ้านเช่าแห่งหนึ่งใน ตำบลแพรกษา อำเภอเมืองสมุทรปราการ จากพื้นที่ประเวศที่เป็นจุดเริ่มต้นของการขยายผล เส้นทางสืบสวนจึงข้ามไปถึงบ้านเช่าในอีกจังหวัดหนึ่ง เมื่อรวมผู้ต้องหาที่จับกุมได้ทั้งสองพื้นที่ ตำรวจนำตัว 6 ราย ส่งพนักงานสอบสวน สน.ประเวศ เพื่อดำเนินคดี ส่วนผู้เสพยาเสพติด 9 ราย ถูกนำเข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟูตามข้อมูลของเจ้าหน้าที่
ของกลางที่พบ และหลักฐานที่ต้องเชื่อมให้ถึงคนสั่งการ ตำรวจรายงานการตรวจยึดของกลางและทรัพย์สินจากปฏิบัติการ ได้แก่ ยาบ้า 1,644 เม็ด ไอซ์ 63 กรัม เคตามีน 2.5 กรัม โทรศัพท์มือถือ 5 เครื่อง รถยนต์โตโยต้า 1 คัน และรถจักรยานยนต์ 5 คัน ข้อมูลที่ได้รับยังไม่ได้แจกแจงว่าของกลางแต่ละรายการพบที่จุดใด อยู่ในความครอบครองของผู้ต้องหารายใด หรือมีหลักฐานเชื่อมโยงถึงแต่ละคนอย่างไร รายละเอียดเหล่านี้เป็นหัวใจของการพิสูจน์คดี โดยเฉพาะข้อกล่าวหาว่ามีผู้ควบคุมเครือข่ายอยู่เบื้องหลัง เพราะการพบยาเสพติดในจุดหนึ่งกับการพิสูจน์ว่าใครเป็นผู้สั่งการ เป็นคนละขั้นของพยานหลักฐาน ประเด็นที่ต้องติดตามต่อจึงครอบคลุมทั้งการติดต่อสื่อสาร การส่งมอบยา เส้นทางการเงิน และบทบาทของผู้ต้องหาแต่ละราย รวมถึงที่มาของทรัพย์สินที่ตรวจยึด

การตรวจยึดรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ยังไม่เพียงพอให้สรุปว่าทรัพย์สินทุกชิ้นได้มาจากการค้ายาเสพติด ต้องตรวจสอบความเกี่ยวข้องเป็นรายรายการต่อไป #canchaonews #จ๋อแจ๊ะจับโจร #ข่าวอาชญากรรม #บังดำ #รถขยะอำพราง #ตำรวจนครบาล #ปปส #ประเวศ #ปราบปรามยาเสพติด #แกะรอยเครือข่ายยา #สืบนครบาล
