ผ่ายุทธศาสตร์ ‘ผบ.สำราญ’ คืนเวลาตำรวจ กู้ศรัทธาสีกากี

ศรัทธาต่อตำรวจเริ่มต้นในนาทีที่ประชาชนต้องการความช่วยเหลือ เมื่อเงินเก็บถูกมิจฉาชีพหลอกโอน เมื่อยาเสพติดคุกคามลูกหลาน หรือเมื่อความไม่ปลอดภัยรุกเข้าถึงหน้าบ้าน คำถามสำคัญคือ ตำรวจจะเข้าถึงปัญหาได้เร็วเพียงใด และกฎหมายจะคุ้มครองผู้เดือดร้อนได้จริงหรือไม่ นี่คือเดิมพันของ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คนที่ 16 กับนโยบายบริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ 2570 ซึ่งวางทิศทางผ่านนโยบาย 9 ข้อ และกำชับ 4 วาระเร่งด่วน ได้แก่ ยาเสพติด นอมินี สแกมเมอร์ และการทุจริตประพฤติมิชอบ

แกนกลางของการขับเคลื่อนอยู่ที่ “คืนเวลาให้ตำรวจ เพื่อไปดูแลประชาชน” ประโยคนี้แตะถึงหัวใจของการบริหารองค์กร เพราะทุกชั่วโมงที่หมดไปกับงานซ้ำซ้อน คือเวลาที่อาจนำกลับไปใช้ป้องกันเหตุ ติดตามคดี และช่วยเหลือผู้เสียหายได้ แต่การลดภาระภายในเป็นเพียงจุดเริ่มต้น บทพิสูจน์อยู่ที่ว่าเวลาซึ่งได้คืนมา จะเปลี่ยนเป็นความปลอดภัยและความเป็นธรรมได้มากเพียงใด

ตัดวงจรอาชญากรรม ต้องถึงคนสั่งการ ภัยอาชญากรรมวันนี้มีทั้งเครือข่าย ผู้บงการ และระบบการเงินคอยหล่อเลี้ยง การจับกุมผู้ลงมือจึงต้องเชื่อมไปถึงโครงสร้างที่ทำให้ขบวนการดำรงอยู่ นโยบายด้านยาเสพติดมุ่งขยายผลถึงผู้ผลิต ผู้ค้า เครือข่าย และทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด ส่วนผู้เสพให้ดำเนินการตามกฎหมายและนโยบาย ควบคู่กับการป้องกันปัญหาร่วมกับชุมชน

ด้านนอมินี เป้าหมายคือสาวจากบุคคลที่ถูกใช้ชื่อไปถึงผู้ควบคุมและเส้นทางเงินจริง ขณะที่การปราบสแกมเมอร์เน้นรับแจ้งความโดยไม่ผลักภาระให้ผู้เสียหาย เร่งระงับความเสียหาย และติดตามเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ ส่วนการต่อต้านทุจริต มีแนวทางยกระดับภารกิจเป็น ศูนย์ต่อต้านการทุจริต หรือ ศตท.ตร. โดยจเรตำรวจแห่งชาติเป็นผู้ขับเคลื่อน ครอบคลุมทั้งข้าราชการตำรวจและผู้กระทำการทุจริตประพฤติมิชอบ

ทั้งสี่ด้านมีจุดร่วมคือ ต้องทำให้การบังคับใช้กฎหมายเข้าถึงต้นตอ หากผู้บงการยังสั่งการได้ เงินยังหมุนเวียน และช่องทางก่อเหตุยังเปิดอยู่ เครือข่ายก็พร้อมสร้างความเสียหายรอบใหม่ ผลของการปราบปราม จึงต้องพิจารณาทั้งผู้กระทำผิดที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และขีดความสามารถของขบวนการที่ถูกตัดทอนลง

โรงพัก คือ ด่านแรกของความเชื่อมั่น การขยายผลถึงเครือข่ายใหญ่เริ่มต้นได้จากข้อมูลที่ผู้เสียหายนำมาแจ้ง โรงพักจึงเป็นทั้งจุดรับความเดือดร้อนและประตูสู่การคลี่คลายคดี คนที่เดินเข้ามาอาจไม่รู้ขั้นตอน ไม่เข้าใจเขตอำนาจ และไม่พร้อมเดินทางหลายแห่งเพื่อเล่าเรื่องเดิมซ้ำ เจ้าหน้าที่ต้องรับฟัง จัดการข้อมูล และประสานงานต่ออย่างชัดเจน โดยเฉพาะคดีหลอกโอนเงิน ความล่าช้าเปิดโอกาสให้เงินถูกเคลื่อนย้าย การรับเรื่องอย่างมีประสิทธิภาพจึงมีผลต่อโอกาสหยุดความเสียหายโดยตรง

มาตรฐานที่ประชาชนควรได้รับ ต้องเริ่มจากเรื่องพื้นฐาน รู้ว่าใครรับผิดชอบ ต้องเตรียมหลักฐานอะไร และติดตามความคืบหน้าทางไหน ความชัดเจนช่วยลดภาระของผู้เสียหาย และลดงานติดตามซ้ำของเจ้าหน้าที่ไปพร้อมกัน เพราะความเชื่อมั่นย่อมสั่นคลอน หากผู้ขอความช่วยเหลือต้องใช้ความพยายามกับการหาคนรับเรื่อง มากกว่าการให้ข้อมูลเพื่อคลี่คลายคดี

คืนเวลา แล้วส่งกำลังกลับสู่พื้นที่ เมื่อโรงพักเป็นด่านแรกของความยุติธรรม พื้นที่ชุมชน ก็คือด่านแรกของการป้องกันอาชญากรรม การลดเอกสารและการประชุมที่ซ้ำซ้อน จึงต้องต่อเนื่องไปถึงการจัดกำลัง หัวหน้าสถานีต้องใช้ข้อมูลตอบให้ได้ว่า จุดใดเกิดเหตุซ้ำ ช่วงเวลาใดเสี่ยง และปัญหาใดต้องเร่งจัดการ ก่อนวางแผนออกตรวจให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ แนวคิดตำรวจชุมชนจะเกิดผล เมื่อเจ้าหน้าที่รู้จักคน รู้จักปัญหา และทำงานร่วมกับท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง ความสัมพันธ์เหล่านี้ ช่วยให้สัญญาณเตือนถูกมองเห็น ก่อนกลายเป็นเหตุร้าย

ด้านจราจร ผบ.ตร.ให้พิจารณาตักเตือนก่อนในกรณีที่ใช้ดุลพินิจได้ พร้อมกำชับให้จุดตรวจมีวัตถุประสงค์ชัดเจนในการป้องกันหรือลดอุบัติเหตุ และมีผู้บังคับบัญชาควบคุมดูแล หลักสำคัญ คือ การใช้กฎหมายให้เหมาะกับพฤติการณ์ อธิบายเหตุผลได้ และยึดความปลอดภัยเป็นเป้าหมาย การปฏิบัติที่เป็นธรรม ย่อมช่วยสร้างความร่วมมือ ซึ่งจำเป็นต่อการดูแลพื้นที่ในระยะยาว

ข้อมูลต้องพางานเดินหน้า การจัดกำลังให้ตรงจุด ต้องอาศัยข้อมูลที่เชื่อมถึงกัน นโยบายจึงนำ AI และระบบ ONE POLICE มาสนับสนุนการทำงาน โดยดุลพินิจยังเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ คุณค่าของเทคโนโลยี อยู่ที่ช่วยค้นข้อมูลเร็วขึ้น ลดขั้นตอนซ้ำ และเปิดเวลาให้ตำรวจพิจารณาข้อเท็จจริงได้รอบด้าน ส่วนประชาชนควรได้รับบริการที่ต่อเนื่อง โดยไม่ต้องส่งข้อมูลเดิมซ้ำทุกครั้ง ที่เรื่องถูกประสานไปยังอีกหน่วย อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่รวดเร็วต้องเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง มีการกำหนดสิทธิ์เข้าถึงและตรวจสอบการใช้งานได้ เพราะความผิดพลาดในระบบอาจส่งผลต่อทั้งการคลี่คลายคดีและสิทธิของผู้เกี่ยวข้อง เทคโนโลยีจึงต้องเพิ่มความแม่นยำให้กระบวนการยุติธรรม พร้อมกับลดภาระการทำงาน

มาตรฐานเริ่มที่ผู้บังคับบัญชา ระบบที่ดีต้องมีผู้นำทำให้เกิดผล FIT — แข็งแรง พร้อมนำ FAIR — ยุติธรรม เป็นธรรม FUN — บรรยากาศดี มีความสุข จึงถูกวางควบคู่กับการดูแลสวัสดิการ ให้ความรู้ และกล้าลงโทษเมื่อเกิดการกระทำผิด สาระของหลักเหล่านี้ ต้องปรากฏผ่านการบริหาร ผู้บังคับบัญชาลงพื้นที่รับรู้ข้อจำกัด จัดกำลังและอุปกรณ์ให้เหมาะกับภารกิจ สนับสนุนคนทำงาน และใช้มาตรฐานเดียวกันในการตรวจสอบผู้กระทำผิด ความเป็นธรรมภายในองค์กรมีผลต่อคุณภาพบริการภายนอก ตำรวจที่ได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสม ย่อมมีความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ ขณะที่วินัยซึ่งบังคับใช้อย่างตรงไปตรงมา ช่วยรักษาความน่าเชื่อถือของทั้งองค์กร ผู้นำจึงต้องรับผิดชอบต่อผลของนโยบายที่มอบหมาย และต่อเงื่อนไขที่ทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาสามารถทำงานนั้นได้สำเร็จ

ศรัทธาต้องมีผลงานรองรับ ยุทธศาสตร์สีกากียุค “ผบ.สำราญ นวลมา” วางความเชื่อมโยง ตั้งแต่การลดภาระภายใน การใช้ข้อมูล การจัดกำลัง ไปจนถึงการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรม ปลายทางทั้งหมดอยู่ที่คุณภาพชีวิตของประชาชน การประเมินผลจึงควรตอบคำถามให้ชัด ตำรวจเข้าถึงเหตุเร็วขึ้นหรือไม่ คดีเดินหน้าเพียงใด ระงับความเสียหายได้เท่าไร และพื้นที่เดิมยังเกิดเหตุซ้ำหรือเปล่า พร้อมนำเสียงสะท้อนจากผู้ใช้บริการกลับไปปรับการทำงาน จำนวนการจับกุม สะท้อนกิจกรรมของตำรวจ ส่วนความปลอดภัยและความเป็นธรรมสะท้อนผลที่สังคมได้รับ ทั้งสองด้านต้องถูกพิจารณาร่วมกัน

ท้ายที่สุด ประชาชนจะตัดสินยุทธศาสตร์นี้ผ่านประสบการณ์ของตนเอง จากเจ้าหน้าที่ที่รับฟัง ความช่วยเหลือที่มาถึงทันเวลา และคดีที่ดำเนินไปอย่างตรงไปตรงมา คืนเวลาให้ตำรวจ คือ ”จุดเริ่มต้น“ คืนความปลอดภัยและความเป็นธรรมให้ประชาชน คือ “บทพิสูจน์” เมื่อทำได้อย่างต่อเนื่อง ศรัทธาจะเติบโตจากผลงาน และเครื่องแบบสีกากี จะมีความหมายชัดเจน ในวันที่ผู้คนต้องการที่พึ่ง #canchaonews #สำราญนวลมา #ศรัทธา #สำนักงานตำรวจแห่งชาติ #คืนเวลา #กู้ศักดิ์ศรี #ปลอดภัย #ตั้งด่าน #จราจร #ปราบยาเสพติด #สมชายจรรยา