ปลุก “เหมืองทองหลังบ้าน”! ไขปมเมืองวัฒนธรรมมั่งคั่ง แต่ชุมชนยังจน “ปนว.รุ่น 2” ผนึก 6 ภาคส่วน ลุย 4 พื้นที่ พลิกมรดกบรรพชนเป็นเศรษฐกิจฐานราก ท้าพิสูจน์ความมั่งคั่งต้องถึงมือเจ้าของวัฒนธรรม

ประเทศไทยไม่เคยขาดแคลนขุมทรัพย์ทางวัฒนธรรม แต่สิ่งที่ยังขาดคือระบบที่ทำให้เจ้าของขุมทรัพย์เหล่านั้นมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น! หลายชุมชนมีภูมิปัญญาสืบทอดนับร้อยปี มีศิลปหัตถกรรมที่ไม่มีใครลอกเลียนได้ มีประเพณีที่หล่อหลอมผู้คนจากรุ่นสู่รุ่น ทว่าเบื้องหลังความงดงามของมรดกเหล่านี้ กลับมีคำถามที่สังคมไทยยังตอบได้ไม่เต็มปากว่า เหตุใดความมั่งคั่งทางวัฒนธรรมจึงไม่อาจแปรเปลี่ยนเป็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชาวบ้านได้อย่างทั่วถึง?

“เหมือนกับเรามีเหมืองทองหลังบ้าน แล้วเราก็ยังจนอยู่” ถ้อยคำของ รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เปรียบเสมือนการเปิดแผลเชิงโครงสร้างของประเทศอย่างตรงไปตรงมา เพราะปัญหาอาจไม่ใช่การไม่มีทรัพยากร หากเป็นการที่เรายังไม่สามารถสร้างระบบบริหารจัดการ เชื่อมโยงตลาด และกระจายผลประโยชน์ให้กลับคืนสู่ผู้เป็นเจ้าของทุนวัฒนธรรมได้อย่างแท้จริง นี่จึงไม่ใช่เพียงเรื่องการอนุรักษ์อดีต แต่เป็นคำถามถึงอนาคตของเศรษฐกิจฐานรากไทยทั้งระบบ!

จากห้องเรียนผู้นำ สู่สนามจริงของชุมชน วันที่ 28 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ สถาบันพระปกเกล้าเปิดการอบรมและปฐมนิเทศ หลักสูตรประกาศนียบัตรนักบริหารระดับสูงของชาติด้านการขับเคลื่อนทุนทางวัฒนธรรมเพื่อการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน (ปนว.) รุ่นที่ 2 โดยมี รศ.ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เป็นประธาน ภายใต้ภาพของพิธีเปิดหลักสูตร สิ่งที่น่าจับตามองยิ่งกว่าคือความพยายามเชื่อมโลกของผู้กำหนดนโยบายเข้ากับโลกความเป็นจริงของคนในชุมชน ผู้เข้าร่วม 55 คน จาก 6 ภาคส่วน ได้แก่ ภาครัฐ ภาคการเมือง ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และสื่อมวลชน จะร่วมกันศึกษา วิเคราะห์ และพัฒนาข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อขับเคลื่อนทุนวัฒนธรรมให้เป็นพลังทางเศรษฐกิจ โจทย์สำคัญไม่ได้อยู่ที่ผู้บริหารจะได้รับความรู้เพิ่มขึ้นเพียงใด แต่อยู่ที่ความรู้เหล่านั้นจะถูกแปลงเป็นกลไกที่ชุมชนใช้ประโยชน์ได้จริงหรือไม่ เพราะการพัฒนาที่เริ่มต้นจากโต๊ะประชุม แต่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คน ย่อมยังไม่ใช่คำตอบของประเทศ

4 พื้นที่ 4 อัตลักษณ์ กับบททดสอบเศรษฐกิจวัฒนธรรม ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ประธานมูลนิธิเสริมสร้างพลังชุมชนวัฒนธรรมและธรรมาภิบาล และผู้อำนวยการแผนงานเชิงยุทธศาสตร์ วางแนวทางให้ผู้เข้าร่วมหลักสูตรลงพื้นที่ศึกษาวิจัยร่วมกับชุมชน เพื่อนำองค์ความรู้และประสบการณ์จากหลายภาคส่วนมาพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบาย พื้นที่นำร่องทั้ง 4 แห่ง สะท้อนความหลากหลายของทุนวัฒนธรรมไทยอย่างน่าสนใจ ทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ท้องถิ่นที่สามารถเชื่อมโยงเป็นเรื่องราวทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พนัสนิคม จังหวัดชลบุรี มีภูมิปัญญาหัตถกรรมจักสานเป็นทุนสำคัญ แต่โจทย์ท้าทายคือการสร้างตลาดและสืบทอดทักษะให้คนรุ่นใหม่ จังหวัดลำปาง มีเสน่ห์ของเมืองเก่า สถาปัตยกรรม และวิถีชีวิต ซึ่งเปิดโอกาสพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพโดยไม่สูญเสียอัตลักษณ์ ขณะที่ จังหวัดกาฬสินธุ์ มีมรดกภูมิปัญญาและศิลปวัฒนธรรมอีสานที่สามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ กิจกรรม และประสบการณ์สร้างสรรค์ ทั้งสี่พื้นที่มีต้นทุนแตกต่างกัน จึงไม่อาจใช้สูตรสำเร็จเดียวกันได้ สิ่งสำคัญคือการค้นหาว่าแต่ละชุมชนมีศักยภาพอะไร ขาดกลไกส่วนใด และใครควรเป็นผู้กำหนดอนาคตของทรัพยากรทางวัฒนธรรมเหล่านั้น การมีส่วนร่วมของชาวบ้านจึงต้องมากกว่าการให้ข้อมูลแก่คณะศึกษาวิจัย แต่ต้องรวมถึงสิทธิในการตัดสินใจและได้รับประโยชน์จากการพัฒนาด้วย

725 ล้านบาท! เมื่อวัฒนธรรมไม่ใช่เพียงของตั้งโชว์ อีกหนึ่งประเด็นสำคัญมาจากการบรรยายพิเศษหัวข้อ “ทุนวัฒนธรรมสร้างชาติ” ของ ดร.สีลาภรณ์ บัวสาย ซึ่งนำเสนอบทเรียนการพัฒนา 15 ย่านวัฒนธรรม ระหว่างปี 2561–2567 ที่มีรายงานมูลค่าเงินหมุนเวียนในพื้นที่รวมกว่า 725 ล้านบาท ตัวเลขนี้สะท้อนศักยภาพทางเศรษฐกิจของทุนวัฒนธรรม แต่ยังไม่อาจตีความว่าเป็นรายได้สุทธิที่ตกถึงมือประชาชนทั้งหมด คำถามที่สำคัญกว่ามูลค่าเงินหมุนเวียน คือเงินเหล่านั้นกระจายไปถึงใครบ้าง? ผู้ผลิตงานหัตถกรรมได้รับผลตอบแทนเหมาะสมหรือไม่ ร้านค้ารายเล็กมีโอกาสเข้าถึงตลาดเพียงใด คนรุ่นใหม่มีรายได้มากพอที่จะกลับมาสืบทอดภูมิปัญญาหรือเปล่า? การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจำเป็นต้องเชื่อมทุนวัฒนธรรมเข้ากับเทศกาลท้องถิ่น ผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ การท่องเที่ยวเชิงวิถีชีวิต และระบบตลาดที่มีประสิทธิภาพ

แต่ทั้งสี่เครื่องมือต้องทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ เทศกาลที่คึกคักเพียงไม่กี่วันอาจสร้างยอดขายชั่วคราว แต่ไม่รับประกันรายได้ตลอดปี ผลิตภัณฑ์ที่สวยงามอาจขายไม่ได้หากขาดช่องทางตลาด ขณะที่การท่องเที่ยวซึ่งเติบโตอย่างไร้ทิศทาง อาจเพิ่มต้นทุนชีวิตให้คนท้องถิ่นมากกว่าผลประโยชน์ที่ได้รับ วัฒนธรรมจึงต้องไม่ถูกลดคุณค่าเหลือเพียงสินค้าสำหรับนักท่องเที่ยว แต่ต้องเป็นทุนที่สร้างอาชีพ รายได้ และความภาคภูมิใจให้ผู้สืบทอด

จุดอ่อนที่ต้องแก้ ไม่ใช่ขาดของดี แต่ขาดระบบที่เป็นธรรม ปัญหาสำคัญของเศรษฐกิจวัฒนธรรมไทยอาจไม่ได้อยู่ที่การสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ หากอยู่ที่การเชื่อมโยงสิ่งที่มีอยู่ให้เกิดมูลค่าอย่างต่อเนื่อง ชุมชนจำนวนไม่น้อยมีทักษะการผลิต แต่ขาดความรู้ด้านการตลาด มีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ แต่ขาดการสื่อสารที่เข้าถึงผู้บริโภค มีผลิตภัณฑ์เอกลักษณ์ แต่ยังไม่สามารถสร้างแบรนด์หรืออำนาจต่อรองทางธุรกิจ เมื่อระบบตลาดเติบโตเร็วกว่าศักยภาพของผู้ผลิตรายเล็ก ความเสี่ยงจึงเกิดขึ้นว่า ผู้มีทุนและช่องทางจำหน่ายอาจได้รับประโยชน์มากกว่าผู้รักษาภูมิปัญญาดั้งเดิม

นี่คือเหตุผลที่การพัฒนาทุนวัฒนธรรมต้องมองลึกไปถึงโครงสร้างเศรษฐกิจ ไม่ใช่หยุดอยู่ที่การจัดกิจกรรมหรือเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว ภาครัฐต้องสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานและกติกาที่เป็นธรรม ภาควิชาการต้องนำงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์ ภาคเอกชนต้องช่วยเปิดตลาด ขณะที่ชุมชนต้องมีบทบาทเป็นเจ้าของทิศทางการพัฒนา การผนึกกำลังของหน่วยงาน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ,กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) & สกสว. ,สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (รวพ.),หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) โดยมี มูลนิธิสื่อสานพลังชุมชน และ มูลนิธิเสริมสร้างพลังชุมชนวัฒนธรรมและธรรมาภิบาล จึงมีความสำคัญต่อการเปลี่ยนข้อเสนอทางวิชาการให้เกิดผลในทางปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือระดับชาติจะมีความหมายก็ต่อเมื่อชุมชนสามารถยืนได้ด้วยตนเอง แม้โครงการหรือเงินสนับสนุนสิ้นสุดลงแล้ว

บทพิสูจน์ ปนว.รุ่น 2 ความมั่งคั่งต้องถึงมือชุมชน หลักสูตร ปนว. รุ่นที่ 2 กำลังเผชิญบททดสอบที่สำคัญกว่าความสำเร็จของการอบรม นั่นคือการพิสูจน์ว่าความร่วมมือระหว่างผู้นำระดับประเทศกับประชาชนในพื้นที่ จะสามารถสร้างต้นแบบการพัฒนาเศรษฐกิจวัฒนธรรมที่นำไปใช้ได้จริงเพียงใด ผลสำเร็จไม่ควรวัดจากจำนวนรายงานวิจัย จำนวนเทศกาล หรือมูลค่าเงินหมุนเวียนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดด้วยว่าครัวเรือนมีรายได้เพิ่มขึ้นหรือไม่ ผู้ประกอบการรายเล็กเข้าถึงตลาดมากขึ้นเพียงใด คนรุ่นใหม่มองเห็นอนาคตในบ้านเกิดหรือเปล่า และชุมชนยังสามารถรักษาสิทธิในการกำหนดอนาคตของวัฒนธรรมตนเองได้มากน้อยแค่ไหน เพราะการพัฒนาที่ทำให้พื้นที่มีชื่อเสียง แต่คนในพื้นที่กลับไม่อาจดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคง ย่อมเป็นความสำเร็จที่ยังไม่สมบูรณ์ และการสร้างรายได้ด้วยการทำลายรากเหง้าของตนเอง ก็ไม่อาจเรียกว่าความยั่งยืนได้เช่นกัน ประเทศไทยอาจไม่จำเป็นต้องออกค้นหาขุมทรัพย์แห่งใหม่ หากต้องกลับมาทบทวนว่าจะบริหารจัดการขุมทรัพย์ที่บรรพชนฝากไว้ ให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นธรรมได้อย่างไร เพราะท้ายที่สุด “เหมืองทองหลังบ้าน” จะมีความหมายอะไร หากทองถูกนำออกไปสร้างความมั่งคั่งให้ผู้อื่น แต่คนที่เฝ้ารักษาเหมืองมาหลายชั่วอายุคน ยังคงยากจนอยู่เช่นเดิม!

ความสำเร็จที่แท้จริงจึงไม่ใช่วันที่เมืองรองกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวชื่อดัง แต่คือวันที่ลูกหลานของชุมชนสามารถมีชีวิตที่มั่นคงบนแผ่นดินเกิด โดยไม่จำเป็นต้องละทิ้งรากเหง้าของตนเอง เพื่อออกไปแสวงหาอนาคตที่อื่น นั่นต่างหากคือความมั่งคั่งที่ยั่งยืน และเป็นความหมายของการพัฒนาประเทศที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง! #สำนักข่าวมหาชน #canchaonews #khaomahachon #สถาบันพระปกเกล้า #ปนว.2 #อว. #ทุนวัฒนธรรม #รากเหง้า #อัตลักษณ์ #ชุมชน