เราจะภูมิใจในรากเหง้าได้อย่างไร หากเราไม่รู้จักรากเหง้าของเราเอง ปนว.รุ่น 2 ยกระดับเป็นหลักสูตร “วิทยฐานะ” ปั้น 55 ผู้นำ พลิกเมืองรองสู่เศรษฐกิจวัฒนธรรม

คนชาติใดที่ไม่ภูมิใจในความเป็นชาติของตน ย่อมเสมือนตกเป็น “อาณานิคมทางความคิด” ประโยคนี้ของ ดร.สีลาภรณ์ บัวสาย ไม่ได้ตั้งใจให้ฟังสบายหู แต่ตั้งใจให้ทุกคนหยุดคิด และมันคือคำอธิบายที่ตรงที่สุดว่า เหตุใดผู้บริหารระดับสูง 55 คนจาก 6 ภาคส่วนจึงมานั่งอยู่ในห้องสัตมรามาธิราช สถาบันพระปกเกล้า เมื่อ 28 ตุลาคม 2569 พวกเขามาเริ่ม หลักสูตรประกาศนียบัตรนักบริหารระดับสูงของชาติด้านการขับเคลื่อนทุนทางวัฒนธรรมเพื่อการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน หรือ ปนว. รุ่นที่ 2 โดย รศ.ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เป็นประธานพิธีเปิดและปฐมนิเทศ แต่รุ่นนี้ไม่เหมือนรุ่นแรก

จากห้องทดลอง สู่ตราประทับของสถาบัน รุ่นแรกคือ ห้องทดลอง รศ.ดร.อิสระ เปรียบไว้เช่นนั้น เป็นการทดลองรูปแบบการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้นำด้านทุนวัฒนธรรม และผลลัพธ์พิสูจน์ตัวเองได้อย่างน่าพอใจ หลักฐานที่ชัดที่สุดคือผู้สมัครรุ่นที่ 2 ที่หลั่งไหลเข้ามามาก เมื่อการทดลองสำเร็จ คำถามต่อไปคือจะทำอย่างไรให้มันยืนยาว คำตอบของสถาบันคือยกระดับจากการฝึกอบรมทั่วไป เป็น “หลักสูตรประกาศนียบัตรที่มีวิทยฐานะของสถาบัน” ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการวิชาการแล้ว ผู้สำเร็จการศึกษาจะได้รับทั้งประกาศนียบัตรและเข็มวิทยฐานะ แต่ของที่มีน้ำหนักมากขึ้น ย่อมต้องแบกมากขึ้น ชั่วโมงเรียน การเข้าร่วมกิจกรรม และเกณฑ์สำเร็จการศึกษา ล้วนเข้มข้นกว่าเดิม และผู้เรียนต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เป้าหมายไม่ใช่แค่ใบประกาศนียบัตร แต่คือผู้นำระดับสูงที่ขับเคลื่อนได้ทั้งในห้องกำหนดนโยบาย และในพื้นที่จริง

ห้องเดียว 6 ภาคส่วน ลองมองไปรอบห้องเรียนนี้มาจาก ภาคเอกชน 18 คน สถาบันการศึกษาและภาควิชาการ 15 คน ภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 8 คน องค์กรภาคประชาสังคม สมาคม และเครือข่ายวิชาชีพ 7 คน สื่อมวลชน 4 คน และ ภาคการเมือง 3 คน ทั้งหมดผ่านการคัดเลือกเข้มข้น ภาคเอกชนและภาควิชาการรวมกันเกินครึ่งห้อง ขณะที่ภาคการเมืองมีเพียง 3 ที่นั่ง คนที่ปกติทำงานคนละที่ ถูกจัดให้มานั่งโต๊ะเดียวกัน ภายใต้แนวคิด “สร้างชาติด้วยทุนวัฒนธรรม” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างมูลนิธิเสริมสร้างพลังชุมชนวัฒนธรรมและธรรมาภิบาล กับสถาบันพระปกเกล้า และที่นี่ไม่ได้มีแค่ฟังบรรยาย การเรียนรู้ออกแบบให้ครบวงจร ทั้งเรียนในชั้นเรียน ลงพื้นที่ต้นแบบ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับสากล และจบด้วยข้อเสนอเชิงนโยบายที่ต้องนำไปใช้ได้จริง

ทุนที่ไม่เคยอยู่ในงบดุล ถ้าวัฒนธรรมคือ “ทุน” มันคืออะไรกันแน่ ดร.สีลาภรณ์ ตอบว่า วัฒนธรรมคือสิ่งที่ตกผลึกจากการสั่งสมยาวนานจนกลายเป็นวิถีชีวิต ก่อรูปเป็นความเชื่อ ค่านิยม ภูมิปัญญา และศิลปะ มันคือฐานรากของความสัมพันธ์ ความสามัคคี และความภาคภูมิใจร่วมกันของผู้คน

แล้วทิ้งคำถามที่คมที่สุดไว้ “คนชาติใดที่รู้สึกว่าตนเองด้อยกว่า ไม่ภูมิใจในความเป็นชาติของตน ย่อมเสมือนตกเป็นอาณานิคมทางความคิด เราจะภูมิใจในรากเหง้าได้อย่างไร หากเราไม่รู้จักรากเหง้าของเราเอง”

บททดสอบจริงอยู่นอกห้องเรียน ความรู้ที่ไม่ถูกนำไปใช้ก็เป็นแค่ความรู้ ปนว.รุ่น 2 จึงถูกผูกเข้ากับแผนงานวิจัย “ยกระดับเมืองรองสู่เมืองเศรษฐกิจวัฒนธรรม” ที่ลงสนามจริงใน 4 พื้นที่

* อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช

* จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

* จังหวัดลำปาง

* จังหวัดกาฬสินธุ์

และมีพื้นที่เครือข่ายเชื่อมโยงอย่างอำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี

งานนี้ไม่ได้เดินด้วยแรงของสถาบันเพียงลำพัง เบื้องหลังคือเครือข่ายหน่วยงานด้านการวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ได้แก่ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ซึ่งให้การสนับสนุนแผนงานวิจัยนี้

เมื่อมีทุนสนับสนุน ก็ต้องมีคนรับผิดชอบ และทีมที่แบกโจทย์นี้ คือกลุ่มคนที่ผูกตัวเองไว้กับทั้งงานวิจัยและมูลนิธิผู้ร่วมจัดหลักสูตร ดร.ธนภณ วัฒนกุล ประธานคณะกรรมการส่งเสริมแผนงานเป้าหมายสำคัญ (PC) ผู้ทำหน้าที่กำกับทิศทางภาพใหญ่ และเป็นประธานที่ปรึกษามูลนิธิเสริมสร้างพลังชุมชนวัฒนธรรมและธรรมาภิบาลอีกบทบาทหนึ่ง ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการแผนงานเชิงกลยุทธ์ (PD) และประธานมูลนิธิฯ มองว่าการรวมตัวของผู้นำชุดนี้คือเวทีออกแบบแนวทางบริหารทุนวัฒนธรรมให้เข้ากับบริบทสังคมไทย นายวิทวัส ชัยภาคภูมิ หัวหน้าโครงการวิจัย และที่ปรึกษามูลนิธิ สรุปเป้าหมายไว้ 3 อย่าง คือ องค์ความรู้ ทักษะเชิงยุทธศาสตร์ และเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อใช้นวัตกรรม เทคโนโลยีดิจิทัล และกระบวนการออกแบบนโยบาย เพิ่มมูลค่าให้พื้นที่และประเทศอย่างยั่งยืน ขณะที่ รศ.ดร.มิ่งขวัญ คงเจริญ รองหัวหน้าโครงการวิจัย ร่วมแบกงานวิจัยในสนามจริงไปด้วยกัน

โจทย์ที่ยากกว่ากำไร ใครๆ ก็ทำให้เมืองมีรายได้เพิ่มได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ทำให้เมืองโตโดยไม่ทิ้งตัวตน โจทย์ที่ท้าทายที่สุดของ ปนว.รุ่น 2 จึงไม่ใช่แค่ตัวเลขเศรษฐกิจที่สูงขึ้น แต่คือการทำให้ชุมชน รักษารากเหง้าไว้ได้ ให้ประชาชน ได้โอกาสจริง และให้การเติบโตทางเศรษฐกิจเดินเคียงคู่กับการพัฒนาสังคมอย่างมั่นคงและยั่งยืน

รุ่นแรกพิสูจน์แล้วว่าห้องทดลองใช้ได้ รุ่นสองคือการพิสูจน์ว่าสิ่งที่ได้จากห้องเรียน ไปถึงบ้านของผู้คนหรือไม่ #canchaonews #สถาบันพระปกเกล้า #ปนว.2 #หลักสูตรประกาศนียบัตรนักบริหารระดับสูงของชาติด้านการขับเคลื่อนทุนทางวัฒนธรรมเพื่อการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน #สร้างชาติด้วยทุนวัฒนธรรม #อว.