ผ่าหมากโยกบิ๊กยุติธรรม เปลี่ยนมือ DSI จับตา “ฮั้ว ส.ว.–เขากระโดง” เมื่อคนเปลี่ยน แต่คดียังไม่จบ

บางครั้ง “คำสั่งโยกย้าย” เพียงไม่กี่บรรทัด อาจสะเทือนมากกว่าการปรับเก้าอี้ข้าราชการทั้งกระทรวง เพราะหากตำแหน่งที่ถูกเปลี่ยนมือ คือ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI หน่วยงานที่ถือแฟ้มคดีอ่อนไหวทางการเมืองและผลประโยชน์ของรัฐหลายเรื่อง การเปลี่ยนตัวผู้บัญชาการย่อมถูกจับตามองเป็นพิเศษ และนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 22 กันยายน 2569
ครม.เห็นชอบแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงกระทรวงยุติธรรม 6 ตำแหน่ง โดยชื่อที่ได้รับความสนใจสูงสุดคือ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล จากอธิบดีกรมคุมประพฤติ ขยับมานั่งเก้าอี้ อธิบดี DSI คนใหม่ ขณะที่ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ พ้นจากเก้าอี้อธิบดี DSI ไปดำรงตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นตำแหน่งระดับ 11 อีกหนึ่งหมากสำคัญคือ พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ถูกขยับกลับเข้าสู่ส่วนกลางในตำแหน่ง รองปลัดกระทรวงยุติธรรม อีกครั้ง หากอ่านเพียงหน้ากระดาษ นี่คือการบริหารกำลังคนตามระบบราชการ แต่ถ้าอ่าน “จังหวะเวลา” ประกอบกับ “แฟ้มคดี” ที่วางอยู่บนโต๊ะ DSI ภาพกลับซับซ้อนกว่านั้นมาก
เปลี่ยนแม่ทัพ ในวันที่ “คดีร้อน” ยังไม่ปิด คำถามจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า ใครมา ใครไป? แต่อยู่ที่ว่า หลังจากคนเปลี่ยนแล้ว คดีจะเดินไปทางไหน?” เพราะช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนตัวอธิบดี DSI นั้น อย่างน้อยสองเรื่องใหญ่ยังเป็นประเด็นสาธารณะ ได้แก่ คดีเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา และการตรวจสอบกรณี ที่ดินเขากระโดง พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ชี้แจงต่อสาธารณะว่า การย้าย พ.ต.ต.ยุทธนาไม่ใช่การลงโทษ แต่เป็นการขยับขึ้นสู่ตำแหน่งระดับ 11 และยืนยันว่าการพิจารณาบุคคลเป็นไปตามประสบการณ์และผลงาน ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองหรือคดีฮั้ว ส.ว. นี่คือคำอธิบายอย่างเป็นทางการ แต่ในทางการเมือง การตั้งคำถามยังเกิดขึ้นได้ เพราะจังหวะการเปลี่ยนตัวเกิดขึ้นในขณะที่กระบวนการของคดีสำคัญบางเรื่องยังเดินไม่ถึงปลายทาง
“ปิยะ รักสกุล” ไม่ใช่คนนอก DSI สิ่งที่ทำให้การกลับมาของ ร.ต.อ.ปิยะน่าสนใจยิ่งขึ้น คือเขาไม่ใช่ข้าราชการจากภายนอกที่ถูกส่งเข้ามาคุม DSI ตรงกันข้าม เขาเป็นคนที่มีเส้นทางเติบโตผ่าน DSI มาก่อน เคยดำรงตำแหน่งรองอธิบดี ก่อนออกไปดำรงตำแหน่งสำคัญในหน่วยงานอื่น และล่าสุดเป็นอธิบดีกรมคุมประพฤติ ก่อนกลับมารับตำแหน่งสูงสุดของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (thansettakij) แต่ชื่อของ ร.ต.อ.ปิยะยังเชื่อมโยงกับอีกพื้นที่หนึ่งที่อ่อนไหวอย่างยิ่ง นั่นคือการทำหน้าที่ใน คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ของ กกต. ซึ่งพิจารณาข้อกล่าวหาเกี่ยวกับกระบวนการเลือก ส.ว.

วันที่ 12 มีนาคม 2569 คณะอนุกรรมการชุดดังกล่าวมีมติ 5 ต่อ 2 เห็นว่าข้อกล่าวหาต่อผู้ถูกกล่าวหา 229 รายไม่มีมูล ก่อนส่งความเห็นเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของ กกต.ชุดใหญ่ โดย ร.ต.อ.ปิยะเป็นหนึ่งในคณะอนุกรรมการชุดนี้ อย่างไรก็ตาม ต้องแยกให้ชัดว่า กระบวนการพิจารณาของ กกต. กับการดำเนินคดีอาญาของ DSI เป็นคนละส่วนกัน และ DSI เคยระบุว่ามติของอนุกรรมการ กกต.ดังกล่าวไม่ได้ทำให้คดีอาญาเรื่องอั้งยี่และฟอกเงินของ DSI สิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ ตรงนี้เองคือ “จุดตัด” ที่ทำให้ทุกสายตาหันกลับมามองเก้าอี้อธิบดี DSI เพราะบุคคลที่เคยนั่งอยู่ในกลไกพิจารณาอีกด้านหนึ่งของเรื่อง วันนี้กลับมาเป็นผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานที่ถือกระบวนการคดีอาญาอีกส่วนหนึ่ง จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดคำถามเรื่องการบริหารความเป็นกลางและความเชื่อมั่นของสาธารณะ แม้คำถามเหล่านี้จะยังไม่ใช่หลักฐานว่ามีการแทรกแซงคดีก็ตาม
“ฮั้ว ส.ว.” แฟ้มที่ยังต้องจับตา คดีเกี่ยวกับการเลือก ส.ว.ในส่วนของ DSI ยังมีเส้นทางของตัวเอง เดือนกรกฎาคม 2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเปิดเผยว่า อัยการได้ส่งสำนวนกลับมายัง DSI แล้ว ขณะที่กระบวนการรวบรวมและตรวจสอบพยานหลักฐานยังดำเนินต่อไป และปลายเดือนสิงหาคม DSI ยังออกแถลงการณ์เกี่ยวกับการเผยแพร่เอกสารในสำนวน คดีพิเศษที่ 24/2568 ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาว่ามีคณะบุคคลดำเนินการเพื่อให้การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาบางรายขัดต่อกฎหมาย แสดงให้เห็นว่ากระบวนการในส่วนของ DSI ยังมีความเคลื่อนไหวอยู่
ดังนั้น คำถามสำคัญภายใต้ผู้บริหารคนใหม่จึงไม่จำเป็นต้องตั้งอยู่บนทฤษฎีหรือข่าวลือ เพียงจับตาข้อเท็จจริงหลังจากนี้ก็เพียงพอว่า สำนวนจะเดินหน้าด้วยจังหวะเดิมหรือไม่? การสอบสวนเพิ่มเติมจะไปถึงใคร? และกระบวนการจะสิ้นสุดด้วยเหตุผลทางพยานหลักฐานและกฎหมายอย่างไร? คำตอบจากการทำงานจริงจะมีน้ำหนักมากกว่าคำอธิบายทางการเมืองทุกฝ่าย “เขากระโดง” อีกแฟ้มที่ยังไม่ถึงบทสรุป
อีกด้านหนึ่งคือกรณี เขากระโดง DSI ยืนยันว่าได้รับคำร้องเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 ให้ตรวจสอบข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการครอบครองที่ดินรัฐและพื้นที่สาธารณะจำนวน 20 จุด เกี่ยวข้องกับบุคคลและนิติบุคคล 33 ราย รวมพื้นที่ประมาณ 245 ไร่ วันที่ 24 สิงหาคม DSI ชี้แจงว่าเรื่องยังอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม โดยมีประเด็นสำคัญว่าการครอบครองของทั้ง 33 รายเป็นการครอบครองแยกกัน หรือมีลักษณะร่วมกัน เพราะข้อเท็จจริงดังกล่าวมีผลต่อองค์ประกอบในการพิจารณาว่าจะเข้าเงื่อนไข คดีพิเศษ หรือไม่ หมายความว่า ณ เวลาที่เกิดการเปลี่ยนตัวผู้บริหาร DSI เรื่องเขากระโดงยังไม่ปิด และยังมีขั้นตอนทางกฎหมายที่ต้องเดินต่อ
“ประวุธ” กลับสู่รองปลัด อีกหมากที่ไม่ควรมองข้าม ในสมการเดียวกัน ชื่อของ พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล ก็มีนัยที่น่าจับตา ก่อนขึ้นเป็นอธิบดีกรมราชทัณฑ์ พ.ต.ท.ประวุธเคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่งในกระทรวงยุติธรรม และเคยเป็นหนึ่งในกรรมการ 7 คนที่กระทรวงมหาดไทยแต่งตั้งเพื่อตรวจสอบคำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน กรณีไม่เพิกถอนเอกสารสิทธิบริเวณเขากระโดง วันนี้เขาถูกขยับกลับมาเป็น รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ตำแหน่งรองปลัดอาจไม่ได้ถือสำนวนสอบสวนโดยตรงแบบอธิบดี DSI แต่เป็นตำแหน่งระดับนโยบายและการบริหารส่วนกลางที่มีบทบาทต่อการประสานและกำกับภารกิจในภาพรวมของกระทรวง ดังนั้น การกลับเข้ามาของ พ.ต.ท.ประวุธ จึงเป็นอีกหนึ่งตัวแปรที่ควรจับตาจาก “บทบาทจริง” หลังรับตำแหน่ง มากกว่าตีความล่วงหน้าจากข่าวลือ

จากยุค “ทวี” สู่การจัดวางอำนาจชุดใหม่ อีกชั้นหนึ่งที่ทำให้การโยกย้ายครั้งนี้มีมิติทางการเมือง คือเส้นทางของบุคลากรบางคนในกระทรวงยุติธรรมที่เคยทำงานร่วมกันมายาวนาน พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ โอนจากกองปราบปรามเข้ามา DSI ตั้งแต่ยุคก่อตั้งในปี 2547 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เข้ามาดำรงตำแหน่งรองอธิบดี และเติบโตใน DSI ผ่านคดีสำคัญจำนวนมาก ก่อนขึ้นสู่ตำแหน่งอธิบดีในเวลาต่อมา ด้วยเหตุนี้ การขยับบุคลากรระดับสูงหลังการเปลี่ยนบริบททางการเมืองจึงถูกสื่อและฝ่ายการเมืองบางส่วนตีความว่าเป็นการ “จัดวางอำนาจใหม่” ภายในกระทรวงยุติธรรม แต่คำว่า “ล้างขั้วอำนาจเก่า” ในเวลานี้ ยังควรถือเป็นกรอบการวิเคราะห์ทางการเมือง ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้วว่าการแต่งตั้งทั้งหมดมีเป้าหมายเพื่อสะสางบุคลากรของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
เพราะท้ายที่สุด การพิสูจน์ไม่ได้อยู่ที่ชื่อคนบนคำสั่ง แต่อยู่ที่ สิ่งที่เกิดขึ้นหลังคำสั่งมีผล อย่ามองแค่ “คน” ให้มอง “ทิศทางคดี” นี่อาจเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของการโยกย้ายครั้งนี้ เพราะหากมัวแต่มองว่าใครใกล้ใคร ใครมาจากขั้วไหน หรือใครถูกโยกออกจากเก้าอี้ใด เราอาจพลาดตัวชี้วัดที่สำคัญกว่า นั่นคือ การทำงานของสถาบัน DSI ภายใต้ ร.ต.อ.ปิยะ จะจัดการคดีอ่อนไหวอย่างไร คดีอาญาที่เกี่ยวเนื่องกับการเลือก ส.ว.จะเดินไปจนถึงปลายทางตามพยานหลักฐานหรือไม่ กรณีเขากระโดงจะผ่านเกณฑ์เข้าสู่กระบวนการคดีพิเศษหรือไม่ และทุกการตัดสินใจจะสามารถอธิบายต่อสาธารณะด้วย กฎหมาย พยานหลักฐาน และมาตรฐานเดียวกัน ได้หรือไม่ นี่ต่างหากคือบทพิสูจน์ที่หนักกว่าเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมือง
“ล้างขั้ว” หรือ “จัดระบบใหม่” เวลาเท่านั้นจะตอบ การเมืองไทยมีประวัติศาสตร์ยาวนานของการเปลี่ยนผู้บริหารหลังอำนาจการเมืองเปลี่ยนมือ แต่การเปลี่ยนแม่ทัพของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายมีความละเอียดอ่อนกว่าการโยกย้ายทั่วไป เพราะสิ่งที่อยู่ในมือของหน่วยงานเหล่านี้ไม่ใช่เพียงงบประมาณหรือกำลังคน หากคือ สำนวนคดี พยานหลักฐาน และอำนาจตามกฎหมาย วันนี้เราจึงอาจยังตอบไม่ได้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือ “ปรากฏการณ์ล้างขั้วอำนาจเก่า” ตามการตีความของบางฝ่าย หรือเป็นเพียงการจัดวางบุคลากรใหม่ตามอำนาจบริหารของรัฐบาล แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่ต้องคาดเดา จากวันนี้ ทุกความเคลื่อนไหวของ DSI จะถูกจับตาหนักกว่าเดิม ไม่ใช่เพราะชื่อของอธิบดีคนใหม่เพียงคนเดียว แต่เพราะบนโต๊ะของอธิบดีคนใหม่ ยังมีแฟ้มคดีที่สังคมต้องการคำตอบ
คนเปลี่ยนแล้ว แต่คดียังอยู่ และนับจากนี้ สิ่งที่จะบอกได้ชัดที่สุดว่าเกิดอะไรขึ้นกับกระทรวงยุติธรรม ไม่ใช่ข่าวลือ ไม่ใช่ภาพถ่าย ไม่ใช่สายสัมพันธ์ และไม่ใช่คำอธิบายจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่คือคำตอบง่าย ๆ เพียงคำถามเดียวว่า “คดีเดินต่ออย่างไร?” เพราะหากกระบวนการยุติธรรมเดินต่อด้วยพยานหลักฐาน โปร่งใส ตรวจสอบได้ และใช้มาตรฐานเดียวกัน การโยกย้ายก็จะเป็นเพียงการเปลี่ยนคนทำงาน แต่หากทิศทางของคดีเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญ สังคมย่อมมีสิทธิตั้งคำถามถึงเหตุผลและหลักฐานที่รองรับ นี่จึงอาจไม่ใช่บทสรุปของการโยกย้าย

หากเป็นเพียง บทแรกของการจัดวางอำนาจครั้งใหม่ ที่ต้องติดตามกันต่อไปว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือการบริหารราชการตามปกติ หรือปรากฏการณ์ที่การเมืองไทยกำลังเรียกกันว่า “ล้างขั้วอำนาจเก่า” #canchaonews #ยุติธรรม #DSI #โยกย้าย #ฮั้ว สว. #เขากระโดง #มือปราบจั่นเจา
