จาก “จีนวันวาน” สู่มหาอำนาจโลก สะกิดกรุงเทพฯ ถ้าไม่รื้อ “ระบบคอร์รัปชัน” อย่าหวังปฏิรูปมหานคร

เกือบ 30 ปี อาจเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ บนหน้าประวัติศาสตร์ แต่สำหรับ “จีน” สามทศวรรษที่ผ่านมา กลับยาวนานพอที่จะพลิกประเทศครั้งใหญ่ จากภาพของชาติที่ครั้งหนึ่งยังเผชิญความยากจน ปัญหาสุขาภิบาล เมืองที่ไร้ระเบียบ และโครงสร้างพื้นฐานที่กำลังตั้งไข่ ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และอำนาจต่อรองของโลก
ความเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ได้เกิดขึ้นในตำรา แต่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาของ “พินิจ จารุสมบัติ” อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง และบุคคลที่คลุกคลีกับความสัมพันธ์ไทย–จีนมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ในการปาฐกถาเรื่อง “การปฏิรูปการบริหารจัดการกรุงเทพมหานครสู่มหานครที่ยั่งยืน” ต่อผู้เข้าอบรมหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการพัฒนามหานคร รุ่นที่ 14 “พินิจ” ไม่ได้หยิบจีนขึ้นมาเพื่อชื่นชมความยิ่งใหญ่ แต่หยิบขึ้นมาเป็น “กระจก”
กระจกที่สะท้อนกลับมายังประเทศไทยว่า— ในเมื่อประเทศหนึ่งสามารถเปลี่ยนตัวเองได้มหาศาลภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วอายุคน แล้วเหตุใดปัญหาบางอย่างของกรุงเทพฯ จึงยังวนอยู่ที่เดิม? จาก “ปักกิ่งปี 1996” ถึงมหานครแห่งเทคโนโลยี “พินิจ” ย้อนความทรงจำถึงการเดินทางไปกรุงปักกิ่งครั้งแรกเมื่อปี 1996 จีนในวันนั้นแตกต่างจากจีนในวันนี้อย่างแทบจะเป็นคนละประเทศ ปัญหาขยะ สุขาภิบาล สภาพแวดล้อม และความไม่เป็นระเบียบของเมือง ยังเป็นภาพที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่ไม่ถึงสามทศวรรษต่อมา ภาพเหล่านั้นจำนวนมากถูกแทนที่ด้วยโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ รถไฟความเร็วสูง ระบบขนส่งมวลชน เมืองดิจิทัล รถยนต์ไฟฟ้า เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และเมืองเศรษฐกิจสำคัญของจีนไม่ได้เปลี่ยนเพียง “หน้าตา” แต่เปลี่ยนไปถึง “ระบบการบริหารจัดการ”
นี่จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจกว่าการถามว่า จีนสร้างตึกสูงได้กี่แห่ง หรือมีรถไฟความเร็วสูงกี่กิโลเมตร คำถามที่สำคัญกว่าคือ “จีนสร้างระบบอย่างไร จึงทำให้สิ่งที่สร้างขึ้นทำงานได้จริง?” และคำถามนี้กำลังย้อนกลับมาท้าทายกรุงเทพมหานครอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ “ขยะหนึ่งถุง” อาจสะท้อนคุณภาพของรัฐทั้งระบบ หากมองผิวเผิน ขยะหนึ่งถุงที่ถูกทิ้งอยู่ริมถนนอาจเป็นเพียงเรื่องเล็ก แต่ในมุมของการบริหารเมือง มันไม่ใช่เรื่องเล็กเลย เพราะ ขยะเชื่อมโยงกับโรค น้ำเสียเชื่อมโยงกับสุขภาพ สิ่งแวดล้อมเชื่อมโยงกับคุณภาพชีวิต ความเป็นระเบียบเชื่อมโยงกับความปลอดภัย และท้ายที่สุด ทุกเรื่องเชื่อมโยงกลับไปยังคำถามเดียวกันว่า “รัฐบริหารจัดการได้หรือไม่?”
ด้วยประสบการณ์ที่เคยผ่านงานด้านสาธารณสุข อุตสาหกรรม แรงงาน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงการบริหารประเทศ ทำให้ “พินิจ” มองปัญหาเมืองไม่ใช่เป็นกล่องแยกส่วน หากขยะยังล้น น้ำยังเสีย ทางเท้ายังมีปัญหา ถนนยังไร้ระเบียบ และเมื่อเกิดปัญหาแล้วไม่รู้ว่าใครต้องรับผิดชอบ ความล้มเหลวเหล่านั้นก็จะค่อยๆ ถูกทำให้กลายเป็น “เรื่องปกติ”
นี่ต่างหากคือสิ่งอันตราย เพราะเมืองที่ดีไม่ใช่เมืองที่ไม่มีปัญหา แต่คือเมืองที่ เมื่อเกิดปัญหาแล้ว ระบบสามารถค้นหาต้นเหตุ มีผู้รับผิดชอบ และแก้ไขจนเกิดผล จากปักกิ่ง…ย้อนมองกรุงเทพฯ หากพิจารณาจากต้นทุนที่มีอยู่ กรุงเทพมหานครแทบไม่มีเหตุผลที่จะเป็นมหานครระดับโลกไม่ได้ กรุงเทพฯ มีสนามบินนานาชาติ มีระบบรถไฟฟ้าที่กำลังขยายตัว มีโรงพยาบาลระดับโลก มีอาหารและวัฒนธรรมที่เป็นแม่เหล็กของนักท่องเที่ยว มีธุรกิจบริการ ศูนย์การค้า โรงแรม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ รวมถึงเป็นศูนย์กลางสำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
แต่คำว่า “มหานครโลก” ไม่ได้วัดกันเพียงจำนวนตึกสูง หรือจำนวนนักท่องเที่ยว มหานครระดับโลกต้องตอบคำถามพื้นฐานให้ได้ว่า ประชาชนเดินบนทางเท้าได้อย่างปลอดภัยหรือไม่? เมืองสะอาดหรือไม่? น้ำท่วมแล้วแก้ได้หรือไม่? กฎหมายบังคับใช้กับทุกคนเท่าเทียมกันหรือไม่? และเมื่อระบบเกิดความผิดพลาด ใครรับผิดชอบ?

จึงเกิดคำถามที่ “พินิจ” โยนกลับมาอย่างตรงไปตรงมา “ทำไมโตเกียวทำได้ ปักกิ่งทำได้ เซี่ยงไฮ้ทำได้ แล้วกรุงเทพฯ ทำไมยังทำไม่ได้?” นี่ไม่ใช่คำถามว่า “คนไทยเก่งน้อยกว่าใคร” แต่เป็นคำถามว่า ระบบของเราเปิดทางให้คนเก่งทำงานได้มากแค่ไหน หากคนทำงานต้องติดอยู่กับระเบียบที่ล้าสมัย คนสุจริตต้องเหนื่อยกับระบบ คนมีเส้นสายกลับเดินผ่านประตูได้ง่ายกว่า และกฎหมายถูกใช้กับคนหนึ่ง แต่ไม่ถูกใช้กับอีกคนหนึ่ง ต่อให้เปลี่ยนผู้ว่าฯ เปลี่ยนรัฐบาล หรือเปลี่ยนผู้บริหารอีกกี่ครั้ง โครงสร้างเดิมก็พร้อมผลิตปัญหาเดิมกลับมาอีกครั้ง
“คอร์รัปชัน” หลุมดำที่ดูดทุกการปฏิรูป นี่คือจุดที่บทสนทนาเรื่อง “เมือง” เดินมาถึงเรื่องใหญ่ที่สุดของประเทศ คอร์รัปชัน ในมุมมองของ “พินิจ” หากประเทศไทยไม่สามารถจัดการปัญหาคอร์รัปชันอย่างจริงจัง การพูดถึงการปฏิรูปเมืองหรือปฏิรูปประเทศก็อาจจบลงเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะคอร์รัปชันไม่ได้หมายถึงเพียงภาพของการยื่นซองหรือรับเงินใต้โต๊ะ แต่มันอาจปรากฏอยู่ในระบบที่ทำให้ โครงการที่ควรมีคุณภาพถูกลดมาตรฐาน กฎหมายที่ควรใช้กับทุกคนถูกเลือกใช้ ผู้ประกอบการที่ทำถูกต้องกลับเสียเปรียบผู้มีเส้นสาย เจ้าหน้าที่ดีๆ หมดกำลังใจ และงบประมาณที่ควรเปลี่ยนเป็นคุณภาพชีวิตประชาชน ไม่สามารถทำหน้าที่ได้เต็มประสิทธิภาพ ดังนั้น ต่อให้กรุงเทพฯ สร้างสวนเพิ่มอีกหลายแห่ง เปลี่ยนทางเท้าใหม่ ลงทุนระบบดิจิทัล หรือประกาศโครงการ Smart City อีกกี่โครงการ หาก “ราก” ยังเหมือนเดิม ปัญหาก็พร้อมงอกกลับมาใหม่ คำถามของการปฏิรูปจึงต้องเปลี่ยนจาก “เราจะสร้างอะไรเพิ่ม?” ไปสู่ “เราจะสร้างระบบอย่างไร ให้คนโกงอยู่ยาก และคนสุจริตทำงานง่ายขึ้น?” นี่ต่างหากอาจเป็นหัวใจของการปฏิรูปที่แท้จริง
จีนเปลี่ยนประเทศ เพราะกล้าเปลี่ยน “วิธีคิด” จีนไม่ได้เดินมาถึงวันนี้โดยไม่มีบาดแผล หลังการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 1949 ประเทศเผชิญทั้งความยากจน ความขาดแคลน ผลกระทบจากสงคราม และความผิดพลาดทางนโยบายหลายช่วงเวลา แต่หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อจีนเข้าสู่ยุคปฏิรูปและเปิดประเทศ โดยเฉพาะภายใต้แนวคิดของ เติ้ง เสี่ยวผิง วลีที่ถูกกล่าวถึงมาจนถึงปัจจุบันคือ “ไม่สำคัญว่าแมวจะดำหรือขาว ขอเพียงจับหนูได้ ก็เป็นแมวที่ดี” หัวใจของประโยคนี้ไม่ใช่เรื่องแมว แต่คือ การวัดนโยบายจากผลลัพธ์ ถ้าระบบเดิมไม่ตอบโจทย์ ก็ต้องกล้าเปลี่ยน ถ้าวิธีใหม่ทำให้ประชาชนอยู่ดีขึ้น ก็ต้องกล้านำมาใช้ จีนจึงค่อยๆ เปิดประเทศ ดึงการลงทุน สร้างฐานอุตสาหกรรม พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ลงทุนด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และเทคโนโลยี ก่อนขยับจากฐานการผลิตต้นทุนต่ำขึ้นมาแข่งขันในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง
บทเรียนสำคัญจึงไม่ใช่การบอกว่า “ไทยต้องทำเหมือนจีน” แต่คือ ประเทศที่กล้ายอมรับว่าระบบเดิมมีปัญหา และกล้าปรับอย่างต่อเนื่อง สามารถเปลี่ยนตำแหน่งของตัวเองบนเวทีโลกได้ โลกหลายขั้ว ไทยต้องมี “เข็มทิศของตัวเอง” ขณะที่ไทยยังถกเถียงกับปัญหาภายใน โลกภายนอกกำลังเปลี่ยนด้วยความเร็วที่ไม่รอใคร การแข่งขันของมหาอำนาจไม่ได้อยู่เพียงในสนามทหาร แต่ย้ายเข้าสู่สนาม AI ชิป เซมิคอนดักเตอร์ รถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ หุ่นยนต์ พลังงานสะอาด อวกาศ ข้อมูล และห่วงโซ่อุปทานโลก เทคโนโลยีกำลังกลายเป็น “อำนาจ” รูปแบบใหม่ ประเทศที่สร้างองค์ความรู้เองได้ ย่อมมีอำนาจต่อรอง ประเทศที่สร้างคนทัน ย่อมมีโอกาสเป็นผู้สร้างเทคโนโลยี แต่ประเทศที่สร้างคนไม่ทัน อาจต้องอยู่ในสถานะ “ผู้ซื้อ” ไปอีกยาวนาน และเมื่อโลกเคลื่อนจากขั้วอำนาจเดิมไปสู่โลกหลายขั้ว คำถามที่ว่า “ไทยจะเลือกจีน หรือเลือกสหรัฐ?” อาจไม่ใช่คำถามที่ถูกต้องที่สุด
สำหรับประเทศขนาดกลางอย่างไทย สิ่งสำคัญกว่าคือการรักษาความสัมพันธ์กับทุกฝ่าย พร้อมรู้ให้ชัดว่า “ผลประโยชน์แห่งชาติอยู่ตรงไหน” ไทยต้องยืดหยุ่น แต่ไม่ใช่ลังเล เปิดกว้าง แต่ไม่ใช่ไร้ทิศทาง ร่วมมือกับทุกฝ่าย แต่ต้องมี “เข็มทิศของตัวเอง” และเข็มทิศนั้นต้องชื่อว่า “ผลประโยชน์ของประเทศไทย” ก่อนแก้ปัญหา ต้องหา “ราก” ให้เจอ อีกมิติที่ “พินิจ” เชื่อมโยงเข้ากับการบริหารประเทศ คือ “วิธีคิด” ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดของ ขงจื๊อ หลักพุทธ หรือศาสตร์การบริหารสมัยใหม่ ต่างมีจุดร่วมสำคัญ ก่อนจะแก้ปัญหา ต้องรู้ให้ได้ว่าปัญหาที่แท้จริงคืออะไร น้ำท่วม อาจไม่ได้เกิดเพราะฝนมากอย่างเดียว รถติด อาจไม่ได้เกิดเพราะถนนน้อย อาชญากรรม อาจไม่ได้เกิดเพราะตำรวจไม่พอ และคอร์รัปชัน ก็ไม่ได้เกิดเพียงเพราะมี “คนไม่ดี” แต่อาจเกิดจาก ระบบที่เปิดช่องให้โกงง่าย แต่ตรวจสอบและลงโทษยาก

หากวิเคราะห์ต้นเหตุผิด นโยบายก็ผิด งบประมาณก็ถูกใช้ผิดจุด และประเทศก็ต้องกลับมาแก้ปัญหาเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก นี่คือเหตุผลที่การปฏิรูปกรุงเทพฯ ไม่ควรเริ่มต้นเพียงคำถามว่า “จะทำโครงการอะไร” แต่ต้องเริ่มจากคำถามว่า “ปัญหาที่แท้จริงอยู่ตรงไหน?” มหาอำนาจไม่มีความหมาย หาก “คนตัวเล็ก” ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง แม้บทสนทนาจะเดินทางไกลถึงมหาอำนาจ เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์ แต่ปลายทางของการพัฒนาไม่ควรอยู่ที่ตัวเลข GDP มันต้องกลับมาหา “คน” คนทำงาน คนขับแท็กซี่ คนขี่มอเตอร์ไซค์ พ่อค้าแม่ค้า คนหาเช้ากินค่ำ ครอบครัวที่มีภาระหนี้ และประชาชนธรรมดาที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในเมืองทุกวัน เพราะหากประเทศมีตึกสูงขึ้น แต่ประชาชนยังเหนื่อยเท่าเดิม เศรษฐกิจโต แต่หนี้ครัวเรือนกดชีวิตหนักขึ้น เมืองประกาศตัวเป็น Smart City แต่คนยังต้องเสี่ยงชีวิตบนทางเท้า การพัฒนานั้นก็ยังเดินทางไปไม่ถึงประชาชน คุณภาพชีวิต จึงต้องเป็นตัวชี้วัดสำคัญไม่แพ้ตัวเลขทางเศรษฐกิจ นี่ต่างหากคือ เหตุผลที่ไทยควรมองจีน ไม่ใช่เพื่อถามว่า “จีนดีกว่าไทยหรือไม่?”
แต่เพื่อถามตัวเองว่า “อะไรที่เขาเคยทำไม่ได้ แต่วันนี้ทำได้ — และอะไรที่เรารู้ว่าต้องทำ แต่ยังทำไม่ได้ เพราะอะไร?” ไม่ต้องเป็นจีน แต่ไทยต้องกล้าเปลี่ยนตัวเอง
ท้ายที่สุด บทเรียนจาก “พินิจ จารุสมบัติ” ไม่ได้เรียกร้องให้ประเทศไทยเดินตามจีน ไทยไม่จำเป็นต้องเป็นจีน ไม่ต้องเป็นญี่ปุ่น ไม่ต้องเป็นสิงคโปร์ และไม่ต้องเป็นสหรัฐอเมริกา ประเทศไทยต้องเป็นประเทศไทยที่ “ดีกว่าเดิม” ถ้าปัญหาอยู่ที่กฎหมาย ก็ต้องกล้าแก้กฎหมาย ถ้าอยู่ที่ระบบราชการ ก็ต้องกล้าปฏิรูประบบราชการ ถ้าอยู่ที่การศึกษา ก็ต้องลงทุนกับคน ถ้าอยู่ที่โครงสร้างผลประโยชน์ ก็ต้องกล้าแตะโครงสร้างผลประโยชน์ และหากหนึ่งในปัญหาใหญ่ที่สุดคือคอร์รัปชัน ก็ต้องออกแบบระบบให้ “การโกงไม่คุ้ม” เพราะประเทศจะปฏิรูปไม่ได้ หากคนทำผิดไม่กลัวระบบ และประเทศจะเดินหน้าได้ยาก หากคนทำถูกต้องกลับรู้สึกว่า “ทำดีไปก็ไม่มีประโยชน์”
ดังนั้น คำถามสำคัญจากมุมมองของ “พินิจ จารุสมบัติ” อาจไม่ใช่ “จีนเหนือกว่าไทยหรือไม่?” แต่คือ ถ้าประเทศอื่นเปลี่ยนตัวเองได้ แล้วทำไมประเทศไทยจะเปลี่ยนไม่ได้? คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่การสร้างโครงการใหม่อีกนับร้อยโครงการ แต่อาจเริ่มจากเรื่องพื้นฐานที่สุดเพียง 3 เรื่อง กล้ายอมรับความจริง กล้าแก้ให้ถึงต้นเหตุ และกล้ารับผิดชอบต่อผลลัพธ์ ก่อนกรุงเทพฯ จะพูดถึง Smart City ก่อนประเทศไทยจะพูดถึง AI Economy ก่อนเราจะประกาศว่าจะก้าวเข้าสู่โลกเทคโนโลยีแห่งอนาคต บางทีสิ่งที่ประเทศไทยต้องสร้างให้สำเร็จก่อนตึกสูง รถไฟ หรือเทคโนโลยีใดๆ อาจไม่ใช่สิ่งที่มองเห็นได้ด้วยตา แต่มันคือ “ระบบแห่งความรับผิดชอบ” เพราะเมืองที่ยั่งยืน ไม่ได้เกิดจากการสร้างสิ่งใหม่ได้มากเพียงใด แต่เกิดจากระบบที่ทำให้สิ่งที่สร้างขึ้นทำงานจริง เงินภาษีทุกบาทสร้างคุณภาพชีวิตจริง คนทำผิดต้องรับผิดจริง และประชาชนต้องรู้สึกได้จริงว่า—ประเทศกำลังดีขึ้น

นี่อาจเป็นบทเรียนที่สำคัญที่สุดจากการ “มองจีน” ไม่ใช่เพื่อชื่นชมจีน แต่เพื่อ ส่องกระจกกลับมามองประเทศไทย #canchaonews #มหานคร #จีน #พินิจ จารุสมบัติ #กรุงเทพปลอดภัย
