“2 เอกสาร 2 คำยืนยัน” สู่กรรมการสอบข้อเท็จจริง

เรื่องราวที่เริ่มต้นจากเอกสารเพียง 2 ฉบับ กำลังกลายเป็นประเด็นที่สังคมจับตา เมื่อมีข้อกล่าวหาพาดพิงถึงการเรียกรับเงินเพื่อแลกกับการเข้าศึกษาในหลักสูตรระดับสูงของสถาบันพระปกเกล้า ด้านหนึ่งคือข้อกล่าวหาที่ถูกนำเสนอต่อสาธารณะ อีกด้านคือคำปฏิเสธอย่างชัดเจนของผู้ถูกกล่าวหา และระหว่างสองด้านนั้น คือ กระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งยังดำเนินอยู่ และยังไม่มีข้อยุติว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นความจริงหรือไม่ ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้ ไม่ใช่การตัดสินว่าใครผิดหรือใครถูก แต่คือการปล่อยให้พยาน เอกสาร และกระบวนการตรวจสอบ ทำหน้าที่พิสูจน์ข้อเท็จจริง
จุดเริ่มต้นของเรื่อง ประเด็นเกิดขึ้นภายหลังมีการกล่าวหาพาดพิง นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ว่าเกี่ยวข้องกับการเรียกรับเงินเพื่อแลกกับการเข้าศึกษาใน หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 30 หรือ ปปร.30 อย่างไรก็ตาม ต้องเน้นย้ำว่า เรื่องดังกล่าวยังเป็นเพียงข้อกล่าวหา ยังไม่มีข้อยุติจากกระบวนการตรวจสอบ และผู้ถูกกล่าวหาได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาอย่างชัดเจน ด้วยเหตุนี้ การนำเสนอเรื่องดังกล่าวจึงจำเป็นต้องแยกให้ชัดระหว่าง “ข้อกล่าวหา” “คำชี้แจง” และ “ข้อเท็จจริงที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว”
ในขณะนี้ ยังอยู่ในสองส่วนแรกเท่านั้น “โสภณ” สั่งสอบ พิสูจน์ความจริง–รักษาความน่าเชื่อถือสถาบัน นายโสภณ ซารัมย์ ในฐานะประธานสภาสถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยว่า เคยรับทราบเรื่องดังกล่าวมาก่อน และเคยให้มีการชี้แจงแล้ว เมื่อประเด็นกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง จึงให้มีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง โดยระบุว่าได้ตั้งคณะกรรมการเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 สาระสำคัญของการตั้งกรรมการครั้งนี้ คือการพิสูจน์ข้อเท็จจริง และรักษาความน่าเชื่อถือของสถาบัน นายโสภณระบุในทำนองว่า หากเรื่องดังกล่าวเป็นความจริงก็เป็นสิ่งที่รับไม่ได้ แต่ขณะเดียวกันจำเป็นต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และได้แจ้งให้เลขาธิการสถาบันเตรียมชี้แจงข้อเท็จจริงต่อกระบวนการตรวจสอบ
นี่จึงเป็นจุดสำคัญที่ต้องแยกให้ออกจากกันให้ชัดเจน “การตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง” ไม่เท่ากับ “การวินิจฉัยว่ามีความผิด” เพราะเป้าหมายของกระบวนการในขั้นนี้คือค้นหาว่า ข้อกล่าวหามีพยานหลักฐานรองรับเพียงใด ก่อนจะพิจารณาว่าจำเป็นต้องดำเนินการในขั้นตอนอื่นต่อไปหรือไม่
เคยชี้แจงแล้ว แต่ยังเป็นข้อมูลจากฝ่ายเดียว ก่อนหน้าการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง นายโสภณระบุว่า เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าเคยชี้แจงด้วยวาจาต่อที่ประชุม โดยอธิบายว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจผิด และมีเอกสารเกี่ยวกับการถอนเรื่องร้องทุกข์หรือถอนแจ้งความมาแสดงประกอบ ประธานสภาสถาบันระบุว่า สามารถรับฟังคำชี้แจงดังกล่าวได้ในระดับหนึ่ง แต่เนื่องจากยังเป็นข้อมูลจากฝ่ายเดียว เมื่อเรื่องกลับมาเป็นประเด็นสาธารณะอีกครั้ง จึงเห็นว่าควรเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบที่เป็นทางการ เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับความเป็นธรรม ระหว่างการตรวจสอบ เลขาธิการสถาบันยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามปกติ เพราะกระบวนการขณะนี้ยังเป็นเพียงขั้นตอนตรวจสอบข้อเท็จจริง มิใช่คำวินิจฉัยว่ามีการกระทำผิด เมื่อถูกถามถึงผลที่จะเกิดขึ้นหากข้อกล่าวหาถูกพิสูจน์ว่าเป็นจริง นายโสภณก็ไม่ได้วินิจฉัยล่วงหน้า แต่ย้ำให้รอผลการตรวจสอบและต้องให้ความเป็นธรรม ท่าทีดังกล่าวถือเป็นหลักสำคัญ เพราะการตรวจสอบที่น่าเชื่อถือจำเป็นต้องเริ่มต้นโดยปราศจาก “ธง” ว่าฝ่ายใดต้องผิดหรือถูก
อีกด้านของเรื่อง “อิสระ” ปฏิเสธข้อกล่าวหา ด้านนายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาอย่างชัดเจนผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยยืนยันในสาระสำคัญว่า ไม่เคยรับเงินจากผู้ใด จึงไม่มีเหตุที่จะต้องคืนเงินหรือจ่ายเงินเพื่อแลกกับการถอนแจ้งความ พร้อมระบุว่าจะใช้สิทธิทางกฎหมายเพื่อปกป้องชื่อเสียงของตนเองและครอบครัวจากข้อกล่าวหาที่เห็นว่าไม่เป็นความจริง นายอิสระยังตั้งข้อสังเกตถึงที่มาของเรื่องว่า ข้อกล่าวหาที่ถูกนำเสนอมีเอกสารสำคัญที่ถูกอ้างถึง 2 ฉบับจากบุคคลเดียวกัน ได้แก่ เอกสารเกี่ยวกับการแจ้งความ และเอกสารเกี่ยวกับการถอนแจ้งความซึ่งมีข้อความอ้างถึงการคืนเงิน แต่ในมุมของนายอิสระ เอกสารดังกล่าวยังเป็นเพียงคำกล่าวอ้าง และเขายืนยันว่าไม่ได้กระทำการตามที่ถูกกล่าวหา จุดนี้จึงเป็นหัวใจของเรื่อง เพราะในทางข้อเท็จจริง การมีเอกสารบันทึกคำกล่าวของบุคคล ไม่ได้หมายความโดยอัตโนมัติว่าเนื้อหาทุกประการในเอกสารนั้นได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นความจริงแล้ว สิ่งที่ต้องตรวจสอบต่อไปคือ มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุนหรือหักล้างคำกล่าวนั้นหรือไม่
“เงิน” มีจริงหรือไม่ ใครจ่าย ใครรับ ต้องพิสูจน์ด้วยหลักฐาน เมื่อถอดอารมณ์ทางการเมืองและกระแสสังคมออก สิ่งที่กระบวนการตรวจสอบควรให้คำตอบจึงมีหลายประเด็น ประการแรก มีการจ่ายเงินตามที่ถูกกล่าวอ้างจริงหรือไม่ ประการที่สอง หากมีธุรกรรมเกิดขึ้น เงินดังกล่าวมาจากใคร ไปถึงใคร ผ่านช่องทางใด และมีวัตถุประสงค์อะไร ประการที่สาม มีความเชื่อมโยงระหว่างเงินกับการสมัครหรือการได้รับคัดเลือกเข้าเรียนในหลักสูตร ปปร.30 จริงหรือไม่ ประการที่สี่ บุคคลที่ถูกพาดพิงมีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกรรมหรือการดำเนินการดังกล่าวหรือไม่ และประการสุดท้าย กระบวนการคัดเลือกผู้เข้าศึกษาในหลักสูตรดำเนินไปตามหลักเกณฑ์และขั้นตอนที่กำหนดหรือไม่ คำตอบของคำถามเหล่านี้ไม่ควรเกิดจากการคาดเดา แต่ควรเกิดจาก เอกสารทางการเงิน หลักฐานการติดต่อ พยานบุคคล หลักเกณฑ์การคัดเลือก และข้อมูลอื่นที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
ประเด็นทางกฎหมายที่ต้องใช้ถ้อยคำอย่างระมัดระวัง สถาบันพระปกเกล้ามีฐานะเป็นนิติบุคคลและเป็น หน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการ การบริหารงานบุคคล การกำหนดระเบียบวินัย และการลงโทษอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติสถาบันพระปกเกล้าและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น ในชั้นนี้ยังไม่ควรสรุปว่ากรณีดังกล่าวเข้าข่ายความผิดทางอาญา ความผิดทางวินัย หรือความผิดฐานใดโดยเฉพาะ จนกว่าจะปรากฏข้อเท็จจริงและองค์ประกอบที่เพียงพอ ในทำนองเดียวกัน การตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงไม่ใช่หลักฐานยืนยันความผิดของบุคคลที่ถูกตรวจสอบ แต่เป็นกลไกเพื่อค้นหาความจริงก่อนพิจารณาขั้นตอนต่อไป
เรื่องนี้ใหญ่กว่า “ใครผิด–ใครถูก” สิ่งที่ทำให้กรณี ปปร.30 มีความสำคัญ ไม่ได้อยู่เพียงชื่อของบุคคลที่ถูกกล่าวหา แต่อยู่ที่ความน่าเชื่อถือของกระบวนการคัดเลือกบุคคลเข้าสู่หลักสูตรของสถาบันทางวิชาการระดับชาติ หลักสูตรสำหรับนักบริหารระดับสูงไม่ได้มีคุณค่าเพียงใบประกาศนียบัตร แต่ยังหมายถึงเครือข่าย ความรู้ และพื้นที่เชื่อมโยงบุคลากรจากภาครัฐ เอกชน การเมือง และภาคส่วนต่าง ๆ เพราะฉะนั้น เมื่อมีข้อสงสัยเกิดขึ้น วิธีรักษาความน่าเชื่อถือที่ดีที่สุดไม่ใช่การรีบปกป้องใคร และไม่ใช่การรีบกล่าวโทษใคร แต่คือ ตรวจสอบให้ถึงที่สุด และเปิดเผยข้อเท็จจริงเท่าที่กฎหมายและกระบวนการอนุญาต หากตรวจสอบแล้วไม่พบมูล ผลการสอบก็ควรทำหน้าที่คืนความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหา แต่หากพบข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานที่นำไปสู่ขั้นตอนอื่น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายและข้อบังคับอย่างตรงไปตรงมา
บทพิสูจน์ของ “ธรรมาภิบาล” วันนี้จึงยังเร็วเกินไปที่จะตัดสินว่าใครเป็นฝ่ายผิดหรือถูก ฝ่ายหนึ่งมีข้อกล่าวหาและเอกสารที่ถูกนำมาอ้าง อีกฝ่ายปฏิเสธอย่างชัดเจนว่าไม่เคยรับเงิน และประกาศพร้อมใช้สิทธิทางกฎหมายเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง ตรงกลางคือคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ซึ่งกำลังทำหน้าที่ค้นหาคำตอบ สุดท้ายแล้ว สิ่งที่จะตัดสินเรื่องนี้ไม่ควรเป็นเสียงวิพากษ์วิจารณ์บนโลกออนไลน์ ไม่ใช่กระแสข่าว และไม่ใช่ข้อกล่าวหาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องเป็น พยาน หลักฐาน และกระบวนการตรวจสอบที่เป็นธรรม เพราะเมื่อเรื่องเกิดขึ้นกับสถาบันที่มีภารกิจเกี่ยวข้องกับการพัฒนาประชาธิปไตย สิ่งที่สังคมกำลังจับตาอาจไม่ใช่เพียงว่า “ข้อกล่าวหานั้นจริงหรือไม่”
แต่อีกคำถามที่สำคัญไม่แพ้กันคือ เมื่อสถาบันถูกตั้งคำถาม สถาบันจะใช้หลักธรรมาภิบาลตรวจสอบตัวเองได้เข้มแข็งเพียงใด และคำตอบของคำถามนั้น จะเป็นตัวชี้วัดความน่าเชื่อถือของสถาบันได้ชัดเจนกว่าคำชี้แจงของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง #canchaonews #สถาบันพระปกเกล้า #ปปร30 #กระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง
