คืนเงิน–ถอนแจ้งความ แต่คำถามยังไม่จบ

เงิน 500,000 บาท ถูกกล่าวถึงในเรื่องร้องทุกข์ ต่อมาปรากฏรายงานว่ามีการคืนเงิน และมีการถอนคำร้องทุกข์ในข้อหาฉ้อโกง

หากมองเพียงเหตุการณ์ตรงหน้า เรื่องอาจดูเหมือนกำลังเดินเข้าสู่จุดยุติ แต่ในอีกมิติหนึ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของคำถามที่ใหญ่กว่าเดิม เมื่อข้อกล่าวหาดังกล่าว พาดพิงถึงการได้รับคัดเลือกเข้าเรียน หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 30 หรือ “ปปร.30” ของสถาบันพระปกเกล้า จากเรื่องเงินครึ่งล้าน จึงขยายไปสู่คำถามเรื่องความโปร่งใสของกระบวนการคัดเลือก รวมถึงการตรวจสอบว่า มีบุคคลใดสามารถนำชื่อหลักสูตร ชื่อผู้บริหาร หรือกระบวนการคัดเลือกไปแอบอ้างเพื่อเรียกรับผลประโยชน์ได้หรือไม่ และนี่คือเหตุผลที่ “คืนเงินแล้ว–ถอนแจ้งความแล้ว” อาจยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของเรื่องนี้

จากเงิน 5 แสน สู่การตรวจสอบครั้งใหญ่ เรื่องเริ่มได้รับความสนใจจากสาธารณะ หลังปรากฏข่าวการร้องทุกข์โดยมีข้อกล่าวหาว่า มีการมอบเงินจำนวน 500,000 บาท ซึ่งถูกอ้างว่าเกี่ยวข้องกับการช่วยให้ผู้สมัครได้รับคัดเลือกเข้าเรียน ปปร.30 เมื่อผลการคัดเลือกปรากฏว่าไม่มีชื่อผู้สมัครตามที่เป็นข่าว จึงมีการติดตามเงินคืน ก่อนนำไปสู่การร้องทุกข์กล่าวโทษ ต่อมามีรายงานว่า เงินจำนวนดังกล่าวถูกคืนเต็มจำนวน และมีการถอนคำร้องทุกข์ในส่วนของข้อหาฉ้อโกง

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่ต้องย้ำให้ชัดคือ เรื่องเงินแลกโควตายังคงเป็นข้อกล่าวหาที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ถึงที่สุด และการที่บุคคลใดถูกกล่าวถึงหรือปรากฏชื่ออยู่ในกระบวนการร้องทุกข์ ไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นได้กระทำความผิด แต่เหตุการณ์กลับได้รับความสนใจมากขึ้น เมื่อ นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ หรือ กมธ.ป.ป.ช. สภาผู้แทนราษฎร ประกาศเตรียมนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการ พร้อมโยนคำถามสำคัญต่อสังคมว่า คืนเงินแล้ว ถอนแจ้งความแล้ว…เรื่องจบหรือยัง? คำถามนี้ทำให้เรื่องที่เดิมถูกมองเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับเงิน 500,000 บาท ถูกยกระดับขึ้นมาสู่การพิจารณาทั้งในมิติ คดีอาญา วินัย จริยธรรม และความโปร่งใสของระบบคัดเลือก

ถอนแจ้งความ ไม่ได้แปลว่า ทุกประเด็นสิ้นสุด นายอาสพลธ์อธิบายว่า ความผิดฐานฉ้อโกงเป็นความผิดที่สามารถยอมความได้ หากมีการถอนคำร้องทุกข์โดยชอบ กระบวนการในความผิดฐานดังกล่าวอาจยุติลงได้ แต่สิ่งที่ กมธ.ป.ป.ช. ต้องการตรวจสอบต่อ คือข้อเท็จจริงทั้งหมดที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ หากการตรวจสอบในอนาคต พบข้อเท็จจริงอื่นเกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจหน้าที่ หรือการเรียกรับผลประโยชน์ ก็ต้องให้หน่วยงานที่มีอำนาจพิจารณาต่อไปว่า การกระทำดังกล่าวเข้าองค์ประกอบของกฎหมายใดหรือไม่ ตรงนี้ต้องแยกให้ชัดว่า การตั้งประเด็นตรวจสอบ ไม่ได้หมายความว่ามีความผิดเกิดขึ้นแล้ว สถานะของบุคคล การกระทำ เจตนา ความเกี่ยวข้องกับหน้าที่ ตลอดจนองค์ประกอบความผิดตามกฎหมาย ล้วนต้องอาศัยพยานหลักฐานและการวินิจฉัย จากหน่วยงานผู้มีอำนาจ

ดังนั้น หัวใจของเรื่องจึงกลับมาที่คำง่ายๆ เพียงคำเดียว คือ “ข้อเท็จจริง” และเพื่อให้ข้อเท็จจริงปรากฏ กมธ.ป.ป.ช. จึงวางแนวทางดำเนินการไว้ตั้งแต่การเรียกบุคคลและเอกสารที่เกี่ยวข้องมาตรวจสอบ ไปจนถึงการส่งข้อมูลต่อให้ประธานรัฐสภา สภาสถาบันพระปกเกล้า คณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือหน่วยงานที่มีอำนาจ หากพบประเด็นที่สมควรดำเนินการตามกฎหมาย แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้การตรวจสอบตัวบุคคล คือ กมธ.ยังต้องการมองไปถึง “ระบบ” นั่นคือ กระบวนการคัดเลือกผู้เข้าเรียน มีช่องทางที่อาจถูกนำไปแอบอ้างเรียกรับผลประโยชน์หรือไม่ และจะสร้างมาตรการป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกได้อย่างไร

อีกด้านของเรื่อง เลขาฯ สถาบันพระปกเกล้าปฏิเสธชัด ท่ามกลางแรงกระเพื่อมจากข้อกล่าวหา รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ได้ออกคำชี้แจงอย่างชัดเจน โดยปฏิเสธข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับการใช้เงินหรือผลประโยชน์เพื่อแลกกับการได้รับคัดเลือกเข้าเรียน ปปร.30 พร้อมยืนยันว่า ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวไม่เป็นความจริง ตามคำชี้แจง หลังได้รับทราบเรื่องเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ได้สั่งตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที และเมื่อพบว่าทั้งผู้ร้องและผู้สมัครที่ถูกกล่าวถึงมีตัวตนจริง จึงมอบหมายเจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลและติดต่อผู้สมัครตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม ผู้สมัครรายดังกล่าว ตามคำชี้แจงของเลขาธิการฯ ได้ยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรว่า ไม่เคยเสนอ มอบ หรือตกลงจะให้เงินหรือผลประโยชน์แก่บุคคลใด เพื่อแลกกับการได้รับคัดเลือกเข้าศึกษาในหลักสูตร พร้อมแสดงความพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับสถาบัน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบ

เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้ายังตั้งข้อสังเกตถึงรูปแบบการเผยแพร่ข้อมูลว่า อาจมีมูลเหตุทางการเมืองเพื่อสร้างความเสียหายต่อตนและองค์กร พร้อมระบุว่าได้ดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิและชื่อเสียง และจะดำเนินคดีกับผู้ที่เผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จจนก่อให้เกิดความเสียหาย จุดยืนดังกล่าวจึงทำให้เรื่องนี้มีข้อมูลจาก สองด้านที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ด้านหนึ่ง คือข้อกล่าวหาที่นำไปสู่การร้องทุกข์และการตั้งคำถามของ กมธ. อีกด้านหนึ่ง คือคำปฏิเสธของผู้บริหารสถาบันที่ยืนยันว่า กระบวนการคัดเลือกไม่ได้มีการใช้เงินหรือผลประโยชน์ตามที่ถูกกล่าวอ้าง ตรงกลางระหว่างสองฝ่าย จึงเหลือพื้นที่เดียวที่จะให้คำตอบได้ดีที่สุด นั่นคือ กระบวนการตรวจสอบที่อาศัยพยานหลักฐาน

เปิดระบบคัดเลือก ให้ข้อเท็จจริงเป็นคนตอบ สถาบันพระปกเกล้ายืนยันว่า การรับสมัครและคัดเลือกผู้เข้าศึกษาหลักสูตรต่างๆ ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ยึดหลัก โปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้ หากเป็นเช่นนั้น การเปิดกระบวนการคัดเลือกให้ตรวจสอบได้อย่างชัดเจนก็อาจเป็นวิธีคลี่คลายข้อสงสัยที่ดีที่สุด เพราะท้ายที่สุด สังคมต้องการทราบไม่กี่เรื่อง ใครเป็นผู้พิจารณาผู้สมัคร ใช้เกณฑ์อะไร ใครมีอำนาจตัดสินใจ และมีบุคคลใดสามารถเปลี่ยนแปลง หรือแทรกชื่อผู้สมัครนอกเหนือจากกระบวนการปกติได้หรือไม่

โดยเฉพาะคำถามสำคัญที่สุดว่า มีสิ่งที่เรียกว่า “โควตา” ในลักษณะตามที่ถูกกล่าวอ้างจริงหรือไม่ หากคำตอบคือ “ไม่มี” ระบบก็ควรสามารถพิสูจน์ได้ว่าไม่มี และต้องหาคำตอบต่อไปว่า เหตุใดจึงมีบุคคลสามารถนำเรื่องดังกล่าวไปกล่าวอ้างกับผู้สมัครได้ แต่หากพบความผิดปกติ ก็ต้องตรวจสอบต่อไปว่า ความผิดปกตินั้นเกิดขึ้นตรงจุดใด และเกี่ยวข้องกับใครบ้าง นี่จึงไม่ควรเป็นการตรวจสอบเพียงเพื่อหา “คนผิด” แต่ควรเป็นโอกาสตรวจ “ระบบ” ไปพร้อมกัน

5 คำถาม ที่หลักฐานต้องตอบ เมื่อประมวลข้อมูลทั้งหมด เรื่องนี้จึงสามารถย่อเหลือคำถามสำคัญ 5 ข้อ หนึ่ง-เงิน 500,000 บาทมีการส่งมอบจริงหรือไม่ และหากมี เป็นการส่งมอบระหว่างใคร สอง-วัตถุประสงค์ของเงินคืออะไร สาม-บุคคลที่ถูกกล่าวอ้างว่าสามารถช่วยเรื่องการเข้าเรียน มีอำนาจหรือมีบทบาทต่อกระบวนการคัดเลือกจริงหรือไม่ สี่-ระบบคัดเลือกเปิดช่องให้มีการเพิ่ม เปลี่ยน หรือแทรกชื่อผู้สมัครนอกเหนือหลักเกณฑ์ได้หรือไม่ และสุดท้าย เหตุใดจึงมีการคืนเงิน และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการถอนคำร้องทุกข์ทั้งหมดเป็นอย่างไร หากตอบ 5 คำถามนี้ได้ ภาพของเรื่องจะชัดขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยการคาดเดา ตรวจสอบให้สุด แต่ต้องไม่พิพากษาล่วงหน้า นี่คือเส้นบางที่สุดของเรื่องนี้ เพราะด้านหนึ่งคือ ประโยชน์สาธารณะ และความโปร่งใสของสถาบันที่เกี่ยวข้องกับรัฐสภา แต่อีกด้านหนึ่งคือ สิทธิ ชื่อเสียง และศักดิ์ศรีของบุคคลที่ถูกกล่าวหา การทำหน้าที่ตรวจสอบจึงต้องรักษาสองหลักการให้เดินไปพร้อมกัน ไม่ปล่อยข้อสงสัยโดยไม่ตรวจสอบ และ ไม่เปลี่ยนข้อกล่าวหาให้กลายเป็นคำพิพากษา

จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีข้อยุติจากหน่วยงานที่มีอำนาจหรือกระบวนการยุติธรรม ว่าบุคคลใดกระทำความผิดตามข้อกล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหาจึงยังต้องได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ขณะเดียวกัน การปฏิเสธข้อกล่าวหาก็ไม่ควรทำให้การค้นหาข้อเท็จจริงหยุดลง เพราะหากผู้ถูกกล่าวหาไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง การตรวจสอบที่โปร่งใส ก็จะเป็นเครื่องมือคืนความเป็นธรรม แต่หากพบความผิดปกติ การตรวจสอบก็จะเป็นเครื่องมือปกป้องประโยชน์สาธารณะ เงินคืนได้ แต่ความเชื่อมั่นต้องคืนด้วย “ความจริง”

ท้ายที่สุด ปม 500,000 บาท อาจเป็นเพียงตัวเลขหนึ่งในเรื่องนี้ สิ่งที่มีมูลค่าสูงกว่าเงินครึ่งล้าน คือ ความเชื่อมั่นของประชาชน หากผลการตรวจสอบพบว่า ข้อกล่าวหาไม่มีมูล หรือไม่มีบุคลากรของสถาบันเข้าไปเกี่ยวข้อง ข้อเท็จจริงนั้นก็ควรถูกเปิดเผย อย่างชัดเจน เพื่อคืนความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหา และชื่อเสียงขององค์กร แต่หากพบความผิดปกติ ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา พร้อมแก้ไขต้นเหตุเพื่อไม่ให้เกิดซ้ำ เพราะบทสรุปของเรื่องนี้ไม่ควรจบอยู่เพียงว่า “ใครชนะ ใครแพ้” แต่ควรจบด้วยคำตอบว่า “ความจริงคืออะไร” ใครถูกกล่าวหาโดยไม่เป็นธรรม ต้องได้รับความเป็นธรรม ใครกระทำผิด หากมี ต้องรับผิดตามกฎหมาย และช่องว่างของระบบ หากมี ต้องได้รับการแก้ไข

เงิน 500,000 บาท อาจคืนกันได้ คำร้องทุกข์ในบางฐานอาจถอนกันได้ แต่ ความเชื่อมั่นของสาธารณะ ไม่มีใครคืนให้ได้ด้วยเงิน สิ่งเดียวที่จะเรียกมันกลับคืนมาได้ คือ “ความจริงที่ตรวจสอบได้” #canchaonews #ทำความจริงให้ปรากฏ #ปปร.30 #รัฐสภา #สถาบันพระปกเกล้า #จริยธรรม #แจ้งความ