ส่งไม้ต่อ ผบ.ตร. คนที่ 16 โจทย์ใหญ่ฟื้นศรัทธาประชาชน

พิธีอำลาที่อบอุ่นของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กับคำมั่น “ซื่อสัตย์–ยุติธรรม” ของ พล.ต.อ.สำราญ ที่ต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำ ธงประจำตำแหน่งส่งต่อกันได้ในวันเดียว แต่ศรัทธาของประชาชนต้องสร้างด้วยการทำหน้าที่ทุกวัน

ภาพการส่งมอบหน้าที่ระหว่าง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คนที่ 15 กับ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผู้รับไม้ต่อเป็นคนที่ 16 จึงมีความหมายลึกกว่าการเปลี่ยนชื่อผู้นำองค์กร เพราะสิ่งที่เดินทางไปพร้อมธงและตราประจำตำแหน่ง คือความคาดหวังของประชาชนที่ต้องการเห็นตำรวจเป็นที่พึ่ง ได้รับความเป็นธรรม และมั่นใจว่ากฎหมายจะคุ้มครองทุกคนอย่างเสมอภาค ที่ห้องศรียานนท์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พิธีส่งมอบหน้าที่ดำเนินไปอย่างสมเกียรติ ก่อน พล.ต.อ.สำราญ จะเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ท่ามกลางคำอำลาของผู้ส่งและคำมั่นของผู้รับ ซึ่งเชื่อมถึงโจทย์เดียวกันอย่างชัดเจน

ทำอย่างไรให้ประชาชนกลับมาศรัทธาตำรวจ เกียรติยศของพิธี กับภาระที่ส่งต่อ ก่อนเข้าสู่ห้องพิธี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ และ พล.ต.อ.สำราญ ร่วมรับการเคารพและเดินตรวจแถวกองเกียรติยศ จากนั้นถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 และพระบรมรูปหล่อพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรฯ บริเวณหน้าอาคาร 1 เมื่อเข้าสู่พิธีภายใน ทั้งสองลงนามในหนังสือส่งมอบหน้าที่ ก่อนส่งมอบธงและตราประจำตำแหน่ง อันเป็นสัญลักษณ์ของเกียรติยศ อำนาจหน้าที่ และความรับผิดชอบต่อองค์กร ทุกขั้นตอนสะท้อนความต่อเนื่องของสถาบันตำรวจ แต่ภารกิจหลังสิ้นสุดพิธีจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ความต่อเนื่องนั้นนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงที่ประชาชนสัมผัสได้เพียงใด

คำอำลา และ “กำแพง” แห่งกำลังใจ ในช่วงกล่าวอำลา พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ย้อนมองเส้นทางการทำหน้าที่ด้วยถ้อยคำเรียบง่าย โดยเปรียบกำลังใจจากเพื่อนข้าราชการตำรวจเป็น “กำแพง” ที่ช่วยหนุนหลังให้ผ่านพ้นอุปสรรค พร้อมแสดงความเชื่อมั่นในความรู้ ความสามารถ และความจริงใจของผู้สืบทอด คำเปรียบเทียบนี้สะท้อนว่า แม้ผู้บัญชาการจะเป็นผู้รับผิดชอบสูงสุด แต่การนำองค์กรไปข้างหน้าต้องอาศัยกำลังของตำรวจทุกระดับ ทั้งผู้กำหนดนโยบาย ผู้บังคับบัญชา และผู้ปฏิบัติงานที่เผชิญปัญหาของประชาชนโดยตรง ส่วนคำฝากที่มีน้ำหนักต่ออนาคต คือความเชื่อมั่นว่า ผบ.ตร. คนใหม่และตำรวจทุกนายจะร่วมกันฝ่าทั้งความราบรื่นและอุปสรรค นำองค์กรให้ได้รับการยกย่อง และ “ฟื้นคืนศรัทธาจากประชาชน” ถ้อยคำนี้วางเป้าหมายของการส่งไม้ต่อไว้อย่างชัดเจน เพราะศรัทธาคือสิ่งที่ประชาชนเป็นผู้ประเมิน ผ่านประสบการณ์ที่ได้รับจากตำรวจในชีวิตจริง

“ซื่อสัตย์–ยุติธรรม” คำมั่นที่ต้องมีผลในทางปฏิบัติ พล.ต.อ.สำราญ ตอบรับภารกิจด้วยคำมั่นว่าจะอุทิศร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง โดยยึดความซื่อสัตย์ ความยุติธรรม ระเบียบกฎหมายและธรรมเนียมปฏิบัติที่ดีของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตลอดจนการเทิดทูนและปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน เมื่อวางคำมั่นนี้เคียงกับคำฝากของผู้ส่งมอบ “ความซื่อสัตย์” และ “ความยุติธรรม” จึงเป็นหลักสำคัญในการตอบโจทย์เรื่องศรัทธา บททดสอบจะเกิดขึ้นเมื่อประชาชนเดินเข้าสถานีตำรวจ เมื่อผู้เสียหายรอความคืบหน้าของคดี เมื่อผู้ถูกกล่าวหาต้องได้รับการปฏิบัติตามสิทธิ และเมื่อผู้ปฏิบัติงานต้องตัดสินใจท่ามกลางแรงกดดัน ในมุมของประชาชน ความซื่อสัตย์ต้องมองเห็นได้จากการทำงานที่ตรงไปตรงมา ตรวจสอบได้ ส่วนความยุติธรรมต้องสัมผัสได้จากการใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกคน คำมั่นของผู้นำจึงจะมีน้ำหนัก เมื่อแปรเป็นแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน และส่งถึงตำรวจทุกหน่วย ทุกสถานี ทุกนาย

ดอกไม้ แถวอำลา และอ้อมกอดก่อนจาก หลังพิธี บรรยากาศเปลี่ยนจากความเป็นทางการสู่ความอบอุ่น พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พร้อมนายตำรวจระดับสูงที่เกษียณอายุราชการ ได้แก่ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร., พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รอง ผบ.ตร., พล.ต.อ.โสภณรัชต์ สิงหจารุ และ พล.ต.อ.สมประสงค์ เย็นท้วม ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. รับดอกไม้แสดงมุทิตาจิตจากข้าราชการตำรวจ แถวผู้มาอำลาทอดยาวตั้งแต่หน้าห้องศรียานนท์ ชั้น 2 ลงมาถึงโถงชั้น 1 และด้านหน้าอาคาร สะท้อนความผูกพันของผู้ร่วมงานในวันที่เส้นทางราชการช่วงหนึ่งเดินทางถึงจุดสิ้นสุด ก่อนขึ้นรถ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ทักทายผู้มารอส่ง โดยมี พล.ต.อ.สำราญ และนายตำรวจระดับสูงอยู่ร่วมอำลา ทั้งสองสวมกอดกัน พร้อมถ้อยคำสั้น ๆ

“มีอะไรให้ช่วยก็บอก” ประโยคนี้เติมความหมายให้การเปลี่ยนผ่าน เป็นการส่งต่อทั้งภารกิจ ประสบการณ์ และความพร้อมที่จะสนับสนุนกันต่อไป สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ ความร่วมมือระหว่างผู้ส่งกับผู้รับช่วยรักษาความต่อเนื่องของงาน ขณะที่ผู้นำคนใหม่ต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจและผลลัพธ์ในช่วงเวลาของตนเองอย่างเต็มที่

อีกการเปลี่ยนผ่านที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ในวันเดียวกัน สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจัดพิธีรับ–ส่งมอบหน้าที่ผู้บัญชาการ และส่งมอบธงประจำหน่วย ระหว่าง พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. กับ พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. ว่าที่ ผบช.สตม. ณ อาคารศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรและสวัสดิการ ตร. เมืองทองธานี ช่วงสายเริ่มด้วยพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย พล.ต.ท.ภาณุมาศ เป็นประธาน ก่อนลงนามรับและส่งมอบงาน พร้อมมอบช่อดอกไม้เป็นเกียรติ เวลา 12.29 น. ทั้งสองเข้าประจำแท่นรับความเคารพจากกองเกียรติยศในพิธีส่งมอบธง ท่ามกลางผู้บังคับบัญชาและข้าราชการตำรวจในสังกัดที่เข้าร่วมพิธี ทั้งการส่งมอบตำแหน่ง ผบ.ตร. และ ผบช.สตม. สะท้อนการสืบทอดภารกิจอย่างเป็นระเบียบ พร้อมความรับผิดชอบของผู้รับหน้าที่ที่จะนำหน่วยงานไปตอบสนองความคาดหวังของประชาชน

บทพิสูจน์ของผู้นำ คือการทำให้องค์กรเปลี่ยนไปด้วยกัน การฟื้นศรัทธาต้องอาศัยมากกว่าความตั้งใจของคนบนเก้าอี้สูงสุด ต้องมีระบบที่สนับสนุนคนทำงานอย่างสุจริต เปิดพื้นที่ให้ปัญหาได้รับการแก้ไข และทำให้ความรับผิดชอบเกิดขึ้นจริงในทุกระดับ องค์กรควรนำคำมั่นของผู้นำมาเป็นมาตรฐานร่วมกัน ตั้งแต่การรับแจ้งเหตุ การสอบสวน การให้บริการ ไปจนถึงการตรวจสอบการใช้อำนาจ พร้อมประเมินผลจากสิ่งที่ประชาชนได้รับ ความอบอุ่นในวันอำลาสะท้อนความผูกพันภายใน ส่วนความเชื่อมั่นจากประชาชนจะเกิดขึ้นจากการทำหน้าที่หลังจากวันนี้ การรักษาทั้งสองสิ่งให้เดินไปด้วยกัน คือภารกิจสำคัญของผู้นำคนใหม่และตำรวจทุกนาย เมื่อดอกไม้ถูกเก็บ แถวกองเกียรติยศแยกย้าย และพิธีส่งมอบสิ้นสุดลง งานที่แท้จริงยังรออยู่ตามสถานีตำรวจ บนท้องถนน และในทุกพื้นที่ที่ประชาชนต้องการความช่วยเหลือ

ธงส่งต่อถึงมือ ผบ.ตร. คนที่ 16 แล้ว ส่วนศรัทธาจะกลับคืนสู่องค์กรเพียงใด ต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำของตำรวจทั้งองค์กรทุกวัน และกับประชาชนทุกคน #canchaonews #ผบตรคนที่16 #สำราญนวลมา #กิตติ์รัฐพันธุ์เพ็ชร์ #ฟื้นศรัทธาประชาชน #สกู๊ปพิเศษ #สมชายจรรยา