ถอดรหัสความสัมพันธ์ไทย-จีน เมื่อ ‘ความปลอดภัย‘ คือด่านหน้า พลิกฟื้นเศรษฐกิจ-การท่องเที่ยว

ท่ามกลางกระแสภูมิรัฐศาสตร์โลกที่พลิกผันและความท้าทายทางเศรษฐกิจรอบด้าน หมุดหมายสำคัญแห่งความสัมพันธ์ทวิภาคี “ไทย–จีน” กำลังเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์

เนื่องในวาระวันชาติจีน 1 ตุลาคม เสียงสะท้อนจาก นายพินิจ จารุสมบัติ ประธานสภาวัฒนธรรมไทย-จีนและส่งเสริมความสัมพันธ์ (อดีตรองนายกรัฐมนตรี) ผู้นำทางความคิด และผู้กำหนดนโยบาย ได้ส่งสัญญาณตรงกันว่า หัวใจสำคัญที่จะขับเคลื่อนอนาคตของสองประเทศให้ก้าวเดินไปอย่างมั่นคง มิใช่เพียงแค่ตัวเลขการค้าหรือเม็ดเงินลงทุนมหาศาล หากแต่คือ “ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยว” และการขจัดเงามืดของอาชญากรรมข้ามชาติอย่างเด็ดขาด

ยุทธศาสตร์ความปลอดภัย คือกุญแจดอกแรกเปิดประตูฟื้นความเชื่อมั่น ปฏิเสธไม่ได้ว่าความหวาดกลัวต่อเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ขบวนการค้ามนุษย์ หรือที่สังคมมักเรียกว่า “จีนเทา” ซึ่งลักลอบใช้ประเทศเพื่อนบ้านเป็นฐานปฏิบัติการ รวมถึงปัญหาการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่มีต่อประเทศไทย “การกำจัดเครือข่ายเหล่านี้และการรับรองความปลอดภัยในชีวิตและร่างกาย คือเงื่อนไขสำคัญ ที่สุดที่จะทำให้การเดินทางท่องเที่ยวกลับสู่ภาวะปกติ” นายพินิจ สะท้อนมุมมองเชิงนโยบาย

ทั้งนี้ ทางการจีนให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวดกับการทลายรังผู้บงการหลัก โดยที่ผ่านมาได้สะท้อนผ่านรูปธรรมความร่วมมืออันเข้มข้น เช่น ปฏิบัติการของตำรวจจีนในการเช่าเหมาลำเครื่องบินรับตัวผู้ต้องสงสัยกลับประเทศ ณ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก รวมถึงปฏิบัติการกวาดล้างครั้งใหญ่ที่เมืองสีหนุวิลล์ ประเทศกัมพูชา ซึ่งสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้หลายพันคน หากประเทศไทยสามารถยกระดับความเข้มแข็งในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ นอกเหนือจากการเรียกคืนความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยวแล้ว ยังจะเป็นสะพานเชื่อมความร่วมมือในมิติอื่นๆ ให้ก้าวกระโดดได้อย่างไร้รอยต่อ

โครงข่ายคมนาคมและระเบียบโลกใหม่เชื่อมเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขงสู่เวทีบริกส์ (BRICS) ในมิติเศรษฐกิจมหภาค ความสัมพันธ์ไทย–จีน ถูกขับเคลื่อนด้วยโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต เส้นทางการค้าตามแม่น้ำโขง ด่านพรมแดนสำคัญอย่างด่านผิงเสียง (จีน–เวียดนาม) ด่านโม่ฮาน–บ่อเต็น (จีน–ลาว) ตลอดจนเส้นทางรถไฟความเร็วสูงคุนหมิง–เวียงจันทน์ ได้ถักทอห่วงโซ่คุณค่าในภูมิภาคให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โอกาสทองสินค้าเกษตร ไทยยังคงครองแชมป์การส่งออกสินค้าเกษตรมูลค่าสูงสู่ตลาดจีน ทั้งยางพารา ทุเรียน มังคุด ลำไย และกล้วย ระเบียงเศรษฐกิจอนาคต การเร่งรัดโครงข่ายรถไฟความเร็วสูงในประเทศให้เชื่อมโยงยาวไปถึงมาเลเซียและสิงคโปร์ จะเปลี่ยนผ่านบทบาทของไทยให้กลายเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ที่ทรงพลัง บทบาทในกลุ่มบริกส์ (BRICS) การก้าวเข้ามามีสถานะเป็นประเทศหุ้นส่วนในกลุ่มบริกส์ เปิดโอกาสให้ไทยร่วมสร้างพลังถ่วงดุลทางเศรษฐกิจโลก สนับสนุนตลาดเกิดใหม่ และผลักดันระเบียบโลกหลายขั้วท่ามกลางความท้าทายจากอำนาจผูกขาดและการแทรกแซงจากภายนอก ทุนมนุษย์และมิติทางสังคม รากฐาน “จงไท่อี้เจียชิน” (จีนกับไทยเป็นครอบครัวเดียวกัน)

นอกเหนือจากตัวเลขทางเศรษฐกิจ รากเหง้าความผูกพันอันยาวนาน ถูกหล่อหลอมผ่านการแลกเปลี่ยนทางวิชาการและทุนมนุษย์ที่มีชีวิตชีวา ทุกๆปีมีนักศึกษาจีนราว 32,000 คนเดินทางมาศึกษาในประเทศไทย ขณะที่เยาวชนไทยเกือบ 40,000 คนเลือกไปเก็บเกี่ยวความรู้และเทคโนโลยีขั้นสูงที่ประเทศจีน ความร่วมมือในรูปแบบหลักสูตรปริญญาร่วม เช่น หลักสูตร 2+2 สาขาวิศวกรรมรถไฟความเร็วสูง ระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ กับสถาบันการศึกษาในเมืองอู่ฮั่น รวมถึงความเชื่อมั่นที่มหาวิทยาลัยชั้นนำของไทย อาทิ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (มีนักศึกษาจีนราว 5,000 คน), มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ได้สะท้อนถึงความพร้อมของประเทศไทยในฐานะบ้านหลังที่สอง

เมื่อความเป็นธรรมและธรรมาภิบาล คือเข็มทิศนำทาง วิสัยทัศน์ของผู้นำและผู้เชี่ยวชาญระบุตรงกันว่า บนสนามการแข่งขันระดับโลก ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน ความเป็นธรรม ความซื่อตรง และธรรมาภิบาล จะต้องเป็นหลักยึดสำคัญในการดำเนินนโยบายต่างประเทศและการค้า ประเทศไทยมีความพร้อมรอบด้าน ทั้งความใกล้ชิดทางวัฒนธรรม ภูมิศาสตร์ และสายใยแห่งครอบครัว หากสามารถผนึกกำลังร่วมกับจีนในการสร้างความปลอดภัยที่ไร้รอยต่อ พร้อมกับรักษาความสัมพันธ์อันดีกับทุกมหาอำนาจบนพื้นฐานของความเท่าเทียม ประเทศไทยจะไม่เพียงแต่คุ้มครองผลประโยชน์ของชาติและรักษาอธิปไตยไว้ได้อย่างมั่นคงเท่านั้น แต่ยังจะผงาดขึ้นเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่ทรงคุณค่า บนเวทีโลกอย่างแท้จริง #canchaonews #ความสัมพันธ์ไทย-จีน #พินิจ จารุสมบัติ #ความปลอดภัย #เศรษฐกิจ #การท่องเที่ยว #BRICS