ผู้นำต้องเปลี่ยนจาก “ผู้อนุรักษ์” เป็น “นักจัดการทุนทางวัฒนธรรม” รักษา “คุณค่า” ให้มั่น แล้ว “มูลค่า” จะไหลตาม

ท่ามกลางคลื่นเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่ถาโถมไม่หยุด คำถามใหญ่ของประเทศไทยคือ เราจะยืนอยู่ตรงไหน และจะสร้างความมั่นคงที่แท้จริงให้ชาติได้อย่างไร คำตอบหนึ่งถูกถอดรหัสไว้ในการบรรยายพิเศษ หลักสูตรผู้นำการขับเคลื่อนทุนทางวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืน (ปนว.) รุ่นที่ 2 ณ สถาบันพระปกเกล้า โดย ดร.ธนพล วัฒนกุล ประธานคณะกรรมการส่งเสริมแผนงานเป้าหมายสำคัญ และนักวิชาการผู้ขับเคลื่อนงานวิจัยเชิงพัฒนาพื้นที่ทั่วประเทศ ข้อเสนอของ ดร.ธนพลไม่ใช่การเก็บของเก่าไว้บนหิ้ง แต่คือยุทธศาสตร์บริหารจัดการทุนทางวัฒนธรรม ที่เป็นทั้งตาน้ำใต้ดิน พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก และรากฐานความมั่นคงของแผ่นดิน

รากแก้วที่ไม่มีวันตาย ดร.ธนพล เริ่มต้นด้วยพระบรมราโชวาทในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ที่ทรงเห็นว่า ศิลปะและวัฒนธรรมสร้างความเจริญทั้งปัญญาและจิตใจ เป็นทั้ง “ต้นเหตุ” และองค์ประกอบของความเจริญ ช่วยให้เรารักษาความเป็นไทยไว้ได้

คำว่า “ต้นเหตุ” คือ หัวใจ เพราะวัฒนธรรมไม่ใช่อีเวนต์ หรือ การแสดงชั่วครั้งชั่วคราว แต่เป็นบ่อเกิดของจิตสำนึกคนในชาติ ท่านเปรียบวัฒนธรรมเป็นต้นไม้ใหญ่

* รากแก้ว (วัฒนธรรมชาติ) คือ เอกลักษณ์และความเป็นไทย ที่ต้องรักษาต้นฉบับไว้ให้บริสุทธิ์

* รากฝอย (วัฒนธรรมชุมชน) คือภูมิปัญญา วิถีชีวิต ประเพณี และงานช่างท้องถิ่น ที่ยึดโยงผู้คนเข้าด้วยกัน

* ลำต้น (โครงสร้างสังคม) คือกระบวนการบริหารจัดการที่ต้องปรับตัวอยู่เสมอ ไม่ให้เน่าเสีย

* ใบ ดอก ผล (เศรษฐกิจ) คือ ผลผลิตที่สร้างรายได้และความสุขให้ประชาชน

อย่าสลับข้าง “คุณค่า” กับ “มูลค่า” บทเรียนราคาแพงในอดีต คือ การเร่งสร้าง “มูลค่า” เพื่อหาเงินระยะสั้นจนละเลย “คุณค่า” เกิดการบิดเบือนอัตลักษณ์ เช่น การนำลวดลายผ้าชั้นสูงอย่าง “ตีนจก” ไปตัดเป็นหมวก หรือ ปกเสื้อผิดบริบท เพียงเพื่อให้ขายได้ ดร.ธนพล อธิบายว่า ศิลปะและวัฒนธรรมมีสองส่วน คือ ศิลปะบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นเหมือนหัวน้ำหอมและตาน้ำที่ไม่เคยแห้ง กับ ศิลปะประยุกต์ ซึ่งคือการนำหัวน้ำหอมไปเจือจางเพื่อใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ “หน้าที่ของนักบริหาร คือ รักษาคุณค่าอันเป็นต้นฉบับไว้ให้ยาวนานที่สุด ขณะเดียวกันก็ใช้มูลค่าเป็นเครื่องมือทำมาหากินอย่างรู้เท่าทัน” ดร.ธนพล กล่าว หากขาดคุณค่า มูลค่าจะเลือนหายเหมือนควันไฟ แต่ถ้ารักษาตาน้ำไว้ได้ เศรษฐกิจก็จะไหลรินไม่ขาดสาย

พิสูจน์แล้วในพื้นที่จริง! จากงานวิจัยเชิงปฏิบัติการในกว่า 50 จังหวัดทั่วประเทศ ดร.ธนพล ชี้ว่า ทุนวัฒนธรรมแปลงเป็นเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากได้จริง ผ่านสองกลไกหลัก หนึ่ง ตลาดวัฒนธรรมท้องถิ่น ในพื้นที่พะเยา เชียงคาน และสุพรรณบุรี ใช้วัตถุดิบและภูมิปัญญาในพื้นที่สูงถึง 80% ให้คนในชุมชนเป็นผู้ขายเอง และมีกติกาชุมชนที่เข้มแข็ง เช่น กติกาถือศีล 5 ของพ่อค้าแม่ค้าที่ตลาดวัดใต้ จ.สุพรรณบุรี ผลคือความสามัคคี และเงินหมุนเวียนที่เพิ่มจากหลักแสน เป็นหลักล้านบาทต่อสัปดาห์ สอง นวัตกรรมสร้างสรรค์จากรากเหง้า ที่เชียงคาน ลายผ้าทอมือโบราณถูกถักทอลงบนด้ามไม้กวาด จากของใช้ราคาไม่กี่บาท กลายเป็นงานศิลปะตกแต่งบ้านที่ต้องสั่งจองล่วงหน้า และเปิดอาชีพให้คนรุ่นลูกหลานกลับมาทำงานที่บ้านเกิดโดยไม่ต้องย้ายถิ่น วัฒนธรรมกับความมั่นคงของชาติ เหตุใดเรื่องนี้จึงเกี่ยวกับความมั่นคง? เพราะชุมชนที่มีรายได้ มีอาชีพ และภูมิใจในรากเหง้าของตน คือชุมชนที่มีภูมิคุ้มกัน ไม่แตกสลายง่ายเมื่อเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจและสังคม ความมั่นคงของชาติจึงเริ่มจากความเข้มแข็งของฐานราก

6 บทบาทของ “นักจัดการทุนทางวัฒนธรรม” ดร.ธนพลฝากผู้เข้าอบรม ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงจากภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม ให้ก้าวข้ามบทบาท “ผู้อนุรักษ์” แบบตั้งรับ ไปสู่การเป็น “นักจัดการทุนทางวัฒนธรรม” ผ่าน 6 บทบาท

-นักสืบค้นและถอดรหัส ขุดค้นประวัติศาสตร์และปัญญาที่ซ่อนอยู่ในท้องถิ่น

-นักสื่อสารทรงพลัง ถ่ายทอดคุณค่าให้สังคมตระหนักรู้

-องค์กรบริหารจัดการ เป็นสะพานเชื่อมรัฐ ชุมชน และเอกชน

-นักสร้างสรรค์มูลค่า ผสานภูมิปัญญากับนวัตกรรมและดีไซน์ร่วมสมัย

-พลเมืองผู้ตื่นรู้ ภาคภูมิใจในรากเหง้าและร่วมกันปกป้อง

-ผู้วางนโยบายเชิงรุก ผลักดันเทศบัญญัติและนโยบายระดับชาติให้เป็นรูปธรรม

ทุนทางวัฒนธรรมไม่ใช่การโหยหาอดีตเพื่อตั้งโชว์ในพิพิธภัณฑ์ แต่คือขุมพลัง ยุทธศาสตร์ที่สร้างงาน สร้างรายได้ กระจายความเจริญสู่ท้องถิ่น และสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม

หากผู้นำทุกภาคส่วนรักษาสมดุล ระหว่าง “คุณค่า” และ “มูลค่า” ได้อย่างชาญฉลาด วัฒนธรรมไทยจะเป็นพลังที่เสริมความมั่นคงให้ชาติอย่างยั่งยืน #canchaonews #ทุนวัฒนธรรม #มูลค่า #คุณค่า #รากเหง้า #สถาบันพระปกเกล้า #ปนว.2 #เศรษฐกิจฐานราก