จากวิดีโอคอลหลอกเด็ก 19 ปี ทุบเซฟแม่ สู่ปฏิบัติการล่าเครือข่ายฟอกเงินดิจิทัลข้ามชาติ

ภายในห้องนอนที่เงียบสงัด… เด็กหนุ่มวัย 19 ปี ยืนตัวสั่นอยู่หน้าตู้เซฟของมารดา มือถือเครื่องที่อยู่ในมือเปิดค้างไว้ที่หน้าจอวิดีโอคอล ปลายสายคือ “เจ้าหน้าที่รัฐ” ที่เขาหวาดกลัวที่สุด
ไม่มีเสียงปืน ไม่มีการบุกรุก และไม่มีการใช้กำลังประทุษร้าย แต่ท่ามกลางความเงียบนั้น กลับมี “คำพูด” ที่ถูกออกแบบมาอย่างแนบเนียน สร้างเรื่องราวที่บีบคั้นจนเหยื่อสูญเสียการควบคุมตนเอง นี่คือรูปแบบอาชญากรรมไซเบอร์ยุคใหม่ ที่ไม่ได้ต้องการเพียงเงินในบัญชี แต่ต้องการ “ควบคุมความคิด” ของเหยื่อให้กลายเป็นเครื่องมือ คดีนักศึกษาหนุ่มรายนี้จึงไม่ใช่เพียงการหลอกลวงทั่วไป แต่มันคือจุดเริ่มต้นของการเปิดโปงเครือข่าย “สแกมเมอร์จีน” ที่ทำงานเป็นระบบ ตั้งแต่การหลอกลวง รับทรัพย์สิน ไปจนถึงการฟอกเงินผ่านสินทรัพย์ดิจิทัลระดับข้ามชาติ
เมื่อ “ความกลัว” กลายเป็นอาวุธร้าย ย้อนกลับไปวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ชีวิตของนักศึกษาหนุ่มถูกเปลี่ยนไปตลอดกาล ปลายสายที่อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ส่งเอกสารหลักฐานปลอมเพื่อสร้างความเชื่อมั่น จากนั้นจึงเปลี่ยนไปสู่โหมด “ข่มขู่” คนร้ายใช้เทคนิคปั่นประสาทให้เหยื่อเชื่อว่าตนกำลังพัวพันกับคดีร้ายแรง การสั่งให้เปิดกล้องวิดีโอคอลตลอด 24 ชั่วโมง คือการ “คุมขังเหยื่อไว้ในโลกเสมือน” สั่งให้ตัดขาดจากโลกภายนอก ห้ามปรึกษาใคร และทำตามทุกคำสั่งอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง จนนำไปสู่คำสั่งสุดท้าย… “ทุบตู้เซฟ” ภายใต้ความกดดัน ทองคำแท่งกว่า 50 บาท, สร้อยรูปพรรณ, เครื่องประดับเพชร และพระเครื่องเลี่ยมทอง มูลค่ากว่า 6.8 ล้านบาท ถูกนำออกจากบ้านไปวางทิ้งไว้ตามจุดที่คนร้ายกำหนด ความเสียหายที่สั่งสมมาทั้งชีวิตของครอบครัว ถูกพรากไปในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง

พลิกปมสืบสวน จากเหยื่อสู่ร่องรอยดิจิทัล หลังได้รับแจ้งเหตุ ตำรวจไซเบอร์ บก.สอท.2 โดยทีมสืบสวนนำโดย พ.ต.อ.วิศรุตม์ จันทร์สุวรรณ ผกก.1 บก.สอท.2 เริ่มปฏิบัติการ “ไล่ล่าเงา” ทันที ไม่ใช่แค่การหาคนรับของ แต่คือการถอดรหัสโครงสร้างองค์กรอาชญากรรม
การแกะรอยเส้นทางทรัพย์สินเผยให้เห็นกระบวนการที่ซับซ้อน: ทองคำ → เงินสด → สินทรัพย์ดิจิทัล จุดเปลี่ยนสำคัญของคดีอยู่ที่การพบหลักฐานการโอนเหรียญ 218,350 USDT (มูลค่ากว่า 7.2 ล้านบาท) ซึ่งเป็นการยืนยันว่า แก๊งสแกมเมอร์กลุ่มนี้ก้าวข้ามผ่านการขโมยแบบดั้งเดิม สู่การฟอกเงินดิจิทัลที่มีเครือข่ายรองรับอย่างเป็นระบบ
ปฏิบัติการกวาดล้าง ทลายรัง 11 ล้าน จากหลักฐานดิจิทัล ตำรวจไซเบอร์รุกคืบเข้าตรวจค้นบ้านพัก 2 หลังในพื้นที่ ต.สวนพริกไทย อ.เมืองปทุมธานี ปฏิบัติการครั้งนี้สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 4 ราย (ชาวจีน 3 ราย และคนไทย 1 ราย) พร้อมของกลางมหาศาล ทั้งเงินสด 3.8 ล้านบาท, โลหะมีค่ารูปพรรณน้ำหนักกว่า 100 กิโลกรัม และรถหรู Mercedes-Benz S500e รวมมูลค่าของกลางกว่า 11 ล้านบาท ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.ชัชปัณฑกานต์ คล้ายคลึง, พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์, พล.ต.ต.ศรายุทธ จุณณวัตต์ และ พล.ต.ต.ศิลา กาญจน์รักษ์ พร้อมด้วย พ.ต.อ.คุณาประโยชน์ อารียรัตนะณธร ผกก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สอท.2 ที่ร่วมกันประสานกำลังจนปิดฉากเกมลวงครั้งนี้ลงได้
บทเรียนราคาแพง โลกไซเบอร์ไม่มีใครปลอดภัย แม้การจับกุมจะสำเร็จ แต่คดีนี้คือเครื่องเตือนใจชั้นดีว่า “คนโทรหลอก… อาจไม่ใช่คนรับเงิน และคนรับเงิน… อาจไม่ใช่ผู้สั่งการ” ภัยไซเบอร์ไม่ได้เริ่มที่เงิน แต่เริ่มที่ “ความกลัว” ประชาชนต้องจำไว้ให้ขึ้นใจ
1. เจ้าหน้าที่รัฐจริง ไม่มีนโยบาย ให้โอนเงินตรวจสอบ
2. ไม่มีการเปิดตู้เซฟผ่านวิดีโอคอล
3. หากถูกสั่งให้ตัดขาดจากโลกภายนอก ให้สันนิษฐานทันทีว่านั่นคือ “มิจฉาชีพ”

ในโลกที่อาชญากรรมข้ามชาติพัฒนาไปไกลกว่าที่เราคิด การมีสติคือเกราะป้องกันเดียวที่แข็งแกร่งที่สุด ก่อนที่ “สายโทรศัพท์สายเดียว” จะพรากทุกอย่างไปจากชีวิตท่าน #canchaonews #khaomahachon.com #สแกมเมอร์จีน #แก๊งคอลเซ็นเตอร์ #ตำรวจไซเบอร์ #ฟอกเงินดิจิทัล #USDT #อาชญากรรมไซเบอร์ #ข่าวสืบสวน #ภัยออนไลน์
