สกู๊ปพิเศษ เปิดสูติบัตรทิพย์ฟอกสัญชาติ! เมื่อ ‘พ่อไทย’ ถูกซื้อขายเป็นสินค้า

พรมแดนของประเทศอาจมีทหารเฝ้า มีด่านตรวจ และมีกฎหมายคุ้มกัน แต่หากระบบทะเบียนราษฎรถูกเจาะจากภายในด้วยการทุจริต เพียงชื่อของชายไทยคนหนึ่งที่ปรากฏในสูติบัตร ก็อาจกลายเป็นประตูเปิดทางให้บุคคลได้รับสิทธิทางสัญชาติโดยมิชอบ!

ปฏิบัติการ “ตัดบทขบวนการพ่อไทยทิพย์” เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 จึงไม่ใช่เพียงข่าวจับกุมขบวนการรับจ้างเป็นบิดา หากเป็นการเปิดแผลลึกของระบบทะเบียนไทย ที่อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างตัวตนทางกฎหมายให้บุคคลต่างชาติ และเชื่อมโยงไปถึงผลประโยชน์ทางธุรกิจมูลค่ามหาศาล

ภายใต้การสั่งการของ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มอบหมายพล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง นำกำลังร่วมกับกรมการปกครอง ชุด DOPA N.I.C.E. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปิดปฏิบัติการขยายผลเครือข่ายทุจริตทะเบียนราษฎรครั้งสำคัญ ข้อมูลการสืบสวนพบผู้ต้องสงสัยเกี่ยวกับการสวมสิทธิ์ทางทะเบียนถึง 1,483 ราย มีโรงพยาบาล 8 แห่งอยู่ในขอบข่ายตรวจสอบ และปฏิบัติการล่าสุดนำไปสู่การออกหมายจับผู้เกี่ยวข้อง 46 หมาย ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนเพียงขนาดของเครือข่าย แต่กำลังตั้งคำถามสำคัญว่า ระบบทะเบียนราษฎรซึ่งควรเป็นหลักประกันความถูกต้องของรัฐ กลับถูกใช้เป็นเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์ได้อย่างไร และใครคือผู้เปิดประตูให้ขบวนการนี้เติบโต?

3 ระลอกปฏิบัติการ เปิดรอยรั่วที่ซ่อนมานาน การสืบสวนเริ่มเปิดเผยความผิดปกติอย่างเป็นรูปธรรมในเดือนเมษายน 2569 เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจพบกรณีต้องสงสัยเกี่ยวกับการแจ้งเกิดและรับรองบุตรผ่านโรงพยาบาลเอกชน พบเด็ก 3 ราย และจับกุมผู้เกี่ยวข้องได้ 6 คน เดือนกรกฎาคม เจ้าหน้าที่ขยายผลเข้าสู่ปฏิบัติการระยะที่สอง พบผู้ถูกสวมสิทธิ์เพิ่มเติม 22 ราย และจับกุมผู้ต้องหาอีก 36 คน โดยแนวทางสืบสวนเริ่มชี้ไปถึงความเชื่อมโยงระหว่างผู้รับจ้างเป็นบิดา บุคลากรทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่เกี่ยวกับทะเบียนราษฎร

กระทั่งวันที่ 27 ตุลาคม ปฏิบัติการระยะที่สามเปิดฉากขึ้น พร้อมหลักฐานสำคัญจากการตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรม หรือ DNA ของบุคคล 24 ราย ผลตรวจตามข้อมูลที่ตำรวจเปิดเผยพบว่า ชายไทยที่มีชื่อเป็นบิดาในเอกสารไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับบุคคลทั้ง 24 ราย นำไปสู่การรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลออกหมายจับผู้เกี่ยวข้อง 46 หมาย ครอบคลุมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ บุคลากรโรงพยาบาล ผู้รับจ้างเป็นบิดา และบุคคลต่างชาติที่เกี่ยวข้อง แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าจำนวนหมายจับ คือการพบว่าพฤติการณ์บางกรณีมีจุดเริ่มต้นย้อนหลังไปถึง 27 ปี! นั่นหมายความว่า ปัญหานี้อาจไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น หากแต่ดำรงอยู่ผ่านช่วงเวลายาวนาน จนบุคคลบางรายเติบโต สำเร็จการศึกษา และประกอบอาชีพภายใต้สถานะทางทะเบียนที่กำลังถูกตรวจสอบ

5,000 บาท แลกชื่อพ่อในสูติบัตร หนึ่งในกรณีสำคัญ คือ ชายวัย 27 ปี ผู้สำเร็จการศึกษาด้านวิศวกรรมอุตสาหการ และทำงานในบริษัทเอกชน ด้วยรายได้ประมาณ 30,000 บาทต่อเดือน ตามสูติบัตรมีชื่อชายไทยเป็นบิดา แต่ผลตรวจ DNA ที่ตำรวจเปิดเผยระบุว่า บิดาทางสายเลือดเป็นชายชาวจีน ซึ่งอาศัยอยู่ร่วมกับมารดาของเขา ชายไทยผู้มีชื่อในเอกสารให้ข้อมูลต่อเจ้าหน้าที่ว่า เมื่อ 27 ปีก่อน มีผู้ติดต่อให้จดทะเบียนสมรสกับหญิงชาวจีน โดยได้รับค่าตอบแทนเพียง 5,000 บาท เงินจำนวนไม่กี่พันบาทในวันนั้น กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาสถานะทางทะเบียนที่ส่งผลยาวนานถึงปัจจุบัน กรณีนี้ สะท้อนความน่ากังวลว่า หากมีการใช้เอกสารรับรองความสัมพันธ์อันเป็นเท็จ เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิทางสัญชาติ ความเสียหายอาจไม่ได้หยุดอยู่ที่เอกสารฉบับแรก แต่สามารถส่งผลต่อเนื่องไปถึงทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน และสิทธิทางกฎหมายอื่นอีกมากมาย

ว่าที่แพทย์กับโปรแกรมเมอร์ เมื่ออดีตย้อนมาทวงถามอนาคต อีกกรณีที่สะเทือนความรู้สึกของสังคม คือคู่แฝดวัย 23 ปี ซึ่งคนหนึ่งกำลังศึกษาคณะแพทยศาสตร์ชั้นปีที่ 5 ขณะที่อีกคนสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยในฮ่องกง และประกอบอาชีพโปรแกรมเมอร์ ทั้งสองมีชื่อชายไทยเป็นบิดาในเอกสารทะเบียน แต่ผลตรวจ DNA ตามที่ตำรวจแถลงพบว่าไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับชายดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงดำเนินคดีตามพยานหลักฐานที่รวบรวมได้ ขณะที่ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม เรื่องราวนี้ทำให้คดีพ่อไทยทิพย์มีมิติซับซ้อนกว่าการปราบปรามอาชญากรรมทั่วไป เพราะแม้การได้มาซึ่งสถานะทางทะเบียนโดยมิชอบต้องได้รับการตรวจสอบ แต่การพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางสายเลือดเพียงอย่างเดียว ไม่อาจใช้ตัดสินได้ว่าบุตรทุกคนมีเจตนาร่วมกระทำผิด ความผิดของผู้ใหญ่ไม่ควรถูกถ่ายโอนเป็นความผิดของลูกโดยอัตโนมัติ รัฐจึงมีหน้าที่ทั้งดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด และคุ้มครองสิทธิของบุคคลที่อาจเติบโตมาโดยไม่รู้เห็นกับการกระทำในอดีต

จากสูติบัตรถึงนอมินี ใครคือผู้ได้ประโยชน์ตัวจริง? อีกแนวทางสืบสวนที่ต้องจับตา คือการตรวจสอบบ้านพักในจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งพบเด็กชายสองคนอายุ 7 ขวบ และ 3 ขวบ มีมารดาคนเดียวกัน แต่มีชื่อบิดาในสูติบัตรต่างกัน หนึ่งในชายผู้มีชื่อเป็นบิดา ซึ่งประกอบอาชีพขับรถจักรยานยนต์รับจ้าง ให้ข้อมูลว่ารับค่าตอบแทน 5,000 บาท ส่วนการตรวจ DNA นำไปสู่การระบุความสัมพันธ์กับชายชาวจีนที่ถูกเจ้าหน้าที่จับกุม ประเด็นสำคัญคือ บ้านพักดังกล่าวยังเกี่ยวข้องกับสถานที่จดทะเบียนบริษัทเอกชน ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องขยายผลตรวจสอบโครงสร้างการถือหุ้นและการประกอบธุรกิจว่าเข้าข่ายใช้บุคคลอื่นถือครองผลประโยชน์แทนชาวต่างชาติ หรือที่เรียกว่า “นอมินี” หรือไม่

อย่างไรก็ตาม ประเด็นนอมินียังเป็นข้อสงสัยที่ต้องพิสูจน์ มิใช่ข้อยุติว่าบริษัท หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกระทำผิดแล้ว หากการสืบสวนพบความเชื่อมโยงจริง คดีนี้อาจขยายจากการทุจริตทะเบียนราษฎรไปสู่การตรวจสอบการถือครองทรัพย์สินและธุรกิจที่อาจหลีกเลี่ยงข้อจำกัดตามกฎหมายไทย นี่คือเหตุผลที่การสอบสวนไม่ควรหยุดอยู่เพียงผู้รับจ้างเป็นบิดา แต่ต้องติดตามเส้นทางเงิน นายหน้า ผู้จัดหาเอกสาร และผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง

เมื่อระบบรัฐถูกตั้งคำถาม ใครต้องรับผิดชอบ? คดีนี้เปิดประเด็นความเสี่ยงสำคัญอย่างน้อยสามด้าน ด้านแรก คือความน่าเชื่อถือของระบบทะเบียนราษฎร หากมีเจ้าหน้าที่หรือบุคลากรที่เกี่ยวข้องร่วมจัดทำข้อมูลอันเป็นเท็จ เอกสารที่ประชาชนเชื่อถือย่อมถูกลดทอนความศักดิ์สิทธิ์ ด้านที่สอง คือความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หากสถานะทางทะเบียนที่ได้มาโดยมิชอบถูกนำไปใช้ประกอบธุรกิจหรือถือครองทรัพย์สินแทนบุคคลต่างชาติ ย่อมเป็นช่องทางหลีกเลี่ยงกฎหมายที่รัฐต้องตรวจสอบอย่างจริงจัง ด้านสุดท้าย คือความเป็นธรรมต่อมนุษย์ โดยเฉพาะเด็กและผู้ที่เติบโตมากับสถานะทางทะเบียนซึ่งตนเองอาจไม่มีส่วนกำหนด การแก้ไข หรือ เพิกถอนรายการทะเบียนต้องดำเนินการตามกฎหมาย มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นรายบุคคล และเปิดโอกาสให้ผู้ได้รับผลกระทบใช้สิทธิตามกระบวนการที่เกี่ยวข้อง เพราะการรักษาความมั่นคงของรัฐ กับการคุ้มครองสิทธิของผู้บริสุทธิ์ ไม่ใช่ภารกิจที่ต้องเลือกทำเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง

ปิดประตูทุจริต ก่อนสูติบัตรกลายเป็นสินค้าข้ามชาติ ปฏิบัติการภายใต้การนำของ พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญในการเปิดโปงความผิดปกติของระบบทะเบียนราษฎร และสะท้อนความจำเป็นที่หน่วยงานรัฐ ต้องร่วมกันตรวจสอบเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง แต่ความสำเร็จที่แท้จริงไม่ได้วัดเพียงจำนวนหมายจับ หรือจำนวนผู้ถูกดำเนินคดี หากต้องวัดจากความสามารถในการสาวถึงผู้บงการ ผู้ได้รับผลประโยชน์ เจ้าหน้าที่ที่อาจร่วมกระทำผิด และการปิดช่องโหว่ที่ทำให้การทุจริตเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ประเทศไทยจำเป็นต้องยกระดับระบบตรวจสอบการแจ้งเกิด การรับรองบุตร และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างโรงพยาบาลกับหน่วยงานทะเบียน เพื่อให้สามารถตรวจพบความผิดปกติก่อนจะลุกลามเป็นปัญหายาวนานหลายทศวรรษ ท้ายที่สุด คดีพ่อไทยทิพย์ไม่ได้ตั้งคำถามเพียงว่าใครขายชื่อเป็นพ่อ ใครซื้อสิทธิ หรือใครได้ประโยชน์จากเอกสารอันเป็นเท็จ แต่กำลังตั้งคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า หากเอกสารที่รัฐรับรองยังถูกซื้อขายผ่านการทุจริตได้ ประชาชนจะเชื่อมั่นในความถูกต้องของระบบรัฐได้เพียงใด?

ผู้กระทำผิดต้องรับโทษ ผู้ได้รับผลประโยชน์โดยมิชอบต้องถูกตรวจสอบ และผู้บริสุทธิ์ต้องได้รับความเป็นธรรม เพราะรัฐที่เข้มแข็ง ไม่ใช่รัฐที่จับคนได้มากที่สุด แต่คือรัฐที่เอาผิดผู้กระทำผิดได้ถึงต้นตอ โดยไม่ทำลายชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปพร้อมกัน และตราบใดที่ชื่อของคนคนหนึ่ง ยังสามารถถูกซื้อมาใส่ในสูติบัตร เพื่อสร้างสิทธิที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายได้ ตราบนั้นความมั่นคงของประเทศ ก็ยังมีประตูหลังที่รอวันถูกเปิดอีกครั้ง! #canchaonews #สกู๊ปพิเศษ #พ่อไทยทิพย์ #สูติบัตรทิพย์ #สวมสิทธิ์สัญชาติ #นพศิลป์พูลสวัสดิ์ #สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง #กรมการปกครอง #นอมินี #อาชญากรรมข้ามชาติ