ปิดฉากสุดแกร่ง! ‘สว.อังกูร‘ ปิดค่ายลูกเสือ สสสส.16 ขับเคลื่อนสังคมสันติสุข ชู ‘ศาสตร์พระราชา-วิถีลูกเสือ’ สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง

ปิดค่าย หลักสูตรลูกเสือ “สสสส. รุ่นที่ 16” อย่างสมเกียรติ “สว.อังกูร“ ส่งมอบภารกิจสำคัญ สร้างผู้นำพันธุ์ใหม่ มีวินัย-เสียสละ พร้อมลุยงานฐานรากพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

นครนายก – ปิดค่ายอย่างสง่างามและเปี่ยมไปด้วยพลัง! เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2569 ณ ห้องประชุมนายหัว คาเฟ่ จังหวัดนครนายก พล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง ประธานชมรมลูกเสือรัฐสภาไทย ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีปิดโครงการเสริมสร้างสังคมสันติสุขโดยใช้กระบวนการทางลูกเสือ ภายใต้หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการเสริมสร้างสังคมสันติสุข (สสสส.) รุ่นที่ 16 สถาบันพระปกเกล้า โดยมี นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ประธานคณะกรรมการบริหารหลักสูตรฯ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร คณาจารย์ และเหล่าว่าที่ “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง” เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

ก่อนปิดฉากภารกิจ 3 วัน 2 คืน คณะผู้เข้าอบรมได้ลงพื้นที่ศึกษาดูงานจริง เพื่อถอดรหัสความสำเร็จในการพัฒนาประเทศ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครนายก พระบรมชนกชลพัฒน์ เรียนรู้พระอัจฉริยภาพการบริหารจัดการน้ำต้นแบบ “เขื่อนขุนด่านปราการชล” และเข้าชม ศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ แหล่งเรียนรู้แนวพระราชดำริ ทั้งด้านเกษตรและพลังงาน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความสมดุลระหว่างคนและธรรมชาติ

พล.ต.ต.อังกูร กล่าวเน้นย้ำถึงหัวใจสำคัญว่า การอบรมครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ภารกิจที่แท้จริงคือการนำ “ศาสตร์ลูกเสือ-ศาสตร์พระราชา-ศาสตร์แห่งสันติวิธี” ไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่จริง

“เราไม่ได้ต้องการเพียงแค่คนที่มีความรู้ แต่เราต้องการผู้นำที่มีวินัย มีจิตเสียสละ และมีความรับผิดชอบต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง เพื่อส่งต่อสังคมที่ดีและยั่งยืนให้แก่ประเทศชาติ นี่คือภารกิจของผู้นำการเปลี่ยนแปลงทุกคน” พล.ต.ต.อังกูร กล่าว

ด้าน นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ประธานคณะกรรมการบริหารหลักสูตรฯ กล่าวขอบคุณทุกภาคส่วน พร้อมชี้ให้เห็นว่า “ความสัมพันธ์ของเครือข่าย” ที่เกิดขึ้นจากการอบรมครั้งนี้ คือทุนทางสังคมที่สำคัญที่สุด ซึ่งจะช่วยเปิดพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสร้างความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยให้ไปสู่สังคมสันติสุขอย่างแท้จริง

สำหรับบรรยากาศในพิธีปิด เป็นไปอย่างอบอุ่นและสร้างความประทับใจ โดยมีการมอบเกียรติบัตรให้แก่ผู้ผ่านการอบรม ซึ่งพร้อมจะนำศักยภาพที่ได้รับการขัดเกลาไปเป็น “กลไกสำคัญ” ในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่สังคมไทยในระดับฐานรากต่อไป