ถอดบทเรียนระยอง “ล้อมวงดับวิกฤต” จากน้ำเสีย…สู่โมเดลสมานฉันท์สิ่งแวดล้อม

ในวันที่ทะเลระยองเริ่มเปลี่ยนสี คราบน้ำมันลอยเกาะชายฝั่ง กลิ่นน้ำเสียคละคลุ้งไปทั่วชุมชนริมทะเล และชาวประมงจำนวนไม่น้อยเริ่มสูญเสียรายได้จากทรัพยากรที่เคยหล่อเลี้ยงชีวิต
สิ่งที่ปะทุขึ้น ไม่ได้มีเพียง “มลพิษทางสิ่งแวดล้อม” แต่คือ “วิกฤตความไว้วางใจ” ที่กัดกินความสัมพันธ์ของผู้คนทั้งจังหวัด ชาวบ้านตั้งคำถามต่อโรงงานอุตสาหกรรม โรงงานรู้สึกถูกกล่าวหาและถูกตัดสินล่วงหน้า ขณะที่หน่วยงานรัฐก็ถูกจับจ้องว่า ปล่อยให้ปัญหาบานปลายหรือไม่ นี่คือภาพจำของความขัดแย้งยุคใหม่ ที่เมื่อสิ่งแวดล้อมพังลง สังคมก็มักแตกออกเป็นหลายฝ่ายทันที หลายคนเชื่อว่า ปลายทางของเรื่องนี้คงหนีไม่พ้นการฟ้องร้อง การเผชิญหน้า หรือแรงกดดันบนท้องถนน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในจังหวัดระยอง กลับกำลังกลายเป็น “โมเดลใหม่” ของการจัดการข้อพิพาทสิ่งแวดล้อมในสังคมไทย เมื่อทุกฝ่ายเลือกเปลี่ยน “วงปะทะ” ให้กลายเป็น “วงรับฟัง” และใช้กระบวนการ “ประชุมล้อมวงเพื่อความสมานฉันท์” หรือ Restorative Circle เป็นเครื่องมือคลี่คลายวิกฤต
เมื่อการแก้ปัญหา ไม่เริ่มจากการหา “คนผิด” วันที่ 9 พฤษภาคม 2568 มูลนิธิสถาบันศึกษาและพัฒนาการจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธี (มูลนิธิ ส.พ.ส.) นำโดย นางประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ ประธานมูลนิธิฯ ได้รับเชิญจากสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ให้เข้ามาดำเนินกระบวนการ “ประชุมล้อมวงเพื่อความสมานฉันท์” เพื่อคลี่คลายปัญหาน้ำเสียและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่จังหวัดระยอง แนวคิดสำคัญของกระบวนการนี้ ไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่า “ใครคือผู้กระทำผิด”

แต่เริ่มจากคำถามที่ลึกกว่านั้นคือ “จะทำอย่างไรให้ทุกฝ่ายกลับมาพูดคุยกันได้อีกครั้ง” เพราะในความขัดแย้งด้านสิ่งแวดล้อม หากทุกฝ่ายต่างปิดประตูใส่กัน ปัญหาจะยิ่งขยายตัวจนไม่มีใครควบคุมได้ Restorative Circle จึงถูกออกแบบขึ้นบนฐานคิดว่า การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน ต้องเกิดจาก “การรับฟังอย่างแท้จริง” ไม่ใช่การใช้อำนาจเพียงฝ่ายเดียว “พื้นที่ปลอดภัย” หัวใจสำคัญของโมเดลระยอง สิ่งที่แตกต่างจากการประชุมราชการทั่วไป คือ กระบวนการนี้ไม่ได้เริ่มจากโต๊ะยาว การชี้แจง หรือการแถลงตัวเลข แต่เริ่มจากการสร้าง
“พื้นที่ปลอดภัย” ให้ทุกคนกล้าพูดในสิ่งที่อยู่ในใจ ก่อนเข้าสู่เวทีจริง ทีมผู้ประสานงานต้องลงพื้นที่อย่างละเอียด ทั้งสำรวจต้นตอของปัญหา ตรวจสอบผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชุมชน รับฟังความกังวลของภาคอุตสาหกรรม รวมถึงทำความเข้าใจข้อจำกัดของหน่วยงานรัฐ
จากนั้นจึงคัดเลือกผู้เข้าร่วมให้ครบทุกมิติ ได้แก่
* ชุมชนที่ได้รับผลกระทบ
* ผู้ประกอบการหรือแหล่งกำเนิดมลพิษ
* หน่วยงานรัฐที่กำกับดูแล
* ภาควิชาการ
* ภาคประชาสังคมและเครือข่ายตรวจสอบ
ที่สำคัญที่สุดคือ ไม่มีใครถูกตีตราว่าเป็น “ผู้ร้าย” ตั้งแต่ต้น ทุกฝ่ายถูกมองว่าเป็น “ส่วนหนึ่งของปัญหา” และในเวลาเดียวกัน ก็ต้องเป็น “ส่วนหนึ่งของทางออก”

“ดอกไม้ขาว” เครื่องมือเล็กๆ ที่เปลี่ยนวิธีฟังของทั้งห้อง หัวใจที่ทรงพลังที่สุดของกระบวนการนี้ คือ “สัญลักษณ์ดอกไม้ขาว” ซึ่งทำหน้าที่เสมือน Talking Stick หรือไม้พูดคุย กติกามีเพียงง่ายๆ ใครถือดอกไม้ขาว คนนั้นมีสิทธิ์พูด คนอื่นต้องฟังโดยไม่ขัดจังหวะ ผู้พูดแต่ละคนจะได้รับเวลา 2 นาที ก่อนส่งต่อดอกไม้ขาวเวียนไปทางขวา ฟังดูเป็นเรื่องเล็ก แต่แท้จริงแล้ว นี่คือการเปลี่ยน “โครงสร้างอำนาจ” ในห้องประชุมโดยสิ้นเชิง จากเดิมที่เสียงดังที่สุดมักครอบงำเวที กลายเป็นเวทีที่ทุกเสียงมีคุณค่าเท่ากัน จากเดิมที่ทุกฝ่ายเตรียม “โต้กลับ” กลายเป็นการฝึก “ฟังอย่างลึกซึ้ง” หรือ Active Listening เสียงของชาวประมง เสียงของแม่ค้าริมทะเล เสียงของแรงงานโรงงาน รวมถึงเสียงของเจ้าหน้าที่รัฐ จึงถูกได้ยินอย่างแท้จริงเป็นครั้งแรก
5 ขั้นตอน สู่การคลี่คลายความขัดแย้ง โมเดลระยองไม่ได้เป็นเพียงวงพูดคุยเชิงสัญลักษณ์ แต่ถูกออกแบบอย่างเป็นระบบ ผ่านกระบวนการ 5 รอบสำคัญ
รอบที่ 1 เปิดวง สร้างความไว้วางใจร่วม เริ่มจากการแนะนำตัว กำหนดกติกา และสร้างเป้าหมายร่วม เพื่อลดกำแพงทางอารมณ์ และสร้างความรู้สึกปลอดภัยให้ทุกฝ่าย
รอบที่ 2 เปิดพื้นที่ความเจ็บปวด ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำเสียและคราบน้ำมัน ได้สะท้อนความสูญเสียอย่างตรงไปตรงมา บางคนพูดถึงรายได้ที่หายไป บางคนพูดถึงทะเลที่ไม่เหมือนเดิม บางคนพูดถึงความรู้สึกว่า “ไม่มีใครฟัง” นี่คือช่วงเวลาที่ “ความทุกข์” ถูกยอมรับ ไม่ใช่ถูกปฏิเสธ
รอบที่ 3 ผู้ก่อผลกระทบชี้แจงและเสนอทางออก ภาคอุตสาหกรรมเริ่มเปิดเผยข้อมูล เสนอแนวทางเยียวยา รวมถึงมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ หลายประเด็นที่เคยปะทะกันในโลกออนไลน์ กลับเริ่มคลี่คลายเมื่อได้พูดกันตรงๆ
รอบที่ 4 ระดมสมองร่วมกัน นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุด เพราะทุกฝ่ายไม่ได้พูดถึง “ใครผิด” อีกต่อไป แต่เริ่มช่วยกันออกแบบ “ระบบป้องกันร่วม” หนึ่งในผลลัพธ์สำคัญ คือ การจัดตั้งเครือข่าย “ตาสับปะรด” เพื่อเฝ้าระวังการลักลอบปล่อยน้ำเสียในพื้นที่ ให้ประชาชน ชุมชน และภาคส่วนต่าง ๆ มีส่วนร่วมในการตรวจสอบร่วมกับรัฐ
รอบที่ 5 ทำบันทึกข้อตกลงร่วม ทุกฝ่ายร่วมลงนามในบันทึกช่วยจำ (MOU) กำหนดบทบาท หน้าที่ และกระบวนการติดตามผลอย่างชัดเจน ก่อนส่งต่อข้อเสนอไปยังสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อนำเรียนรัฐบาลในการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย

จาก “ผู้ร้องเรียน” สู่ “หุ้นส่วนการแก้ปัญหา” สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของโมเดลระยอง คือ การเปลี่ยนบทบาทของประชาชน จากเดิมที่เป็นเพียง “ผู้ได้รับผลกระทบ” กลายเป็น “ผู้ร่วมออกแบบทางออก” เพราะเมื่อชุมชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น มาตรการต่างๆ จะไม่ใช่เพียงคำสั่งจากส่วนกลาง แต่เป็นแนวทางที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน
หนึ่งในข้อเสนอสำคัญที่เกิดขึ้นจากเวทีล้อมวง คือ การจัดตั้ง “กองทุนพิทักษ์สิ่งแวดล้อมและเยียวยาผู้เสียหายจังหวัดระยอง” เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว ลดขั้นตอนความล่าช้า และสร้างหลักประกันว่า ผู้ได้รับผลกระทบจะไม่ถูกทอดทิ้ง นี่คือแนวคิดที่สะท้อนว่า การเยียวยาที่แท้จริง ไม่ใช่แค่การจ่ายเงินชดเชย แต่คือการสร้างระบบป้องกันไม่ให้ปัญหาเดิมเกิดซ้ำอีก
โมเดลระยอง บทเรียนใหม่ของสังคมไทย กรณีของระยองกำลังสะท้อนความจริงสำคัญว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมในยุคใหม่ ไม่สามารถแก้ได้ด้วย “อำนาจรัฐ” เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป เพราะความขัดแย้งที่ซับซ้อน ต้องการ “พื้นที่กลาง” ที่ทุกฝ่ายสามารถเข้ามาร่วมออกแบบอนาคตได้ Restorative Circle จึงไม่ใช่แค่เทคนิคการประชุม แต่คือเครื่องมือสร้าง “ประชาธิปไตยทางการรับฟัง” เป็นโมเดลที่เปลี่ยนความโกรธให้กลายเป็นบทสนทนา เปลี่ยนความหวาดระแวงให้กลายเป็นความร่วมมือ และเปลี่ยนความขัดแย้งให้กลายเป็นพลังในการฟื้นฟูพื้นที่ร่วมกัน ในวันที่สังคมไทยเต็มไปด้วยความเห็นต่าง บางทีสิ่งที่เราขาดมากที่สุด อาจไม่ใช่คนพูดเก่ง

แต่อาจเป็น “พื้นที่ที่ทุกคนได้ฟังกันจริง ๆ” เพราะเมื่อมนุษย์เริ่มรับฟังกันอย่างแท้จริง ความขัดแย้งที่ดูเหมือนไม่มีทางออก ก็อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่ยั่งยืนได้เช่นกัน #canchaonews #canchaonews.com #สกู๊ปพิเศษ #ล้อมวงดับวิกฤต #RestorativeCircle #ระยอง #น้ำเสียระยอง #สิ่งแวดล้อม #สมานฉันท์ #ข่าวสิ่งแวดล้อม #ActiveListening #ตาสับปะรด #กองทุนพิทักษ์สิ่งแวดล้อม #สมชายจรรยา
