ถอดรหัสสังหาร “กำนันยอง” ถอนรากซุ้มมือปืนการเมือง ปิดบัญชีเลือดก่อนวันเลือกตั้ง

เสียงปืนลูกซอง 2 นัดที่ดังกึกก้องบนถนนสายเปลี่ยวในคืนวันที่ 19 ธันวาคม 2568 ไม่เพียงแต่พรากชีวิต “กำนันยอง” พยอม สังข์ทอง ว่าที่ผู้สมัครนายก อบต.ท่าชะมวง จ.สงขลา ไปตลอดกาล แต่มันคือแรงสั่นสะเทือนที่เขย่ารากฐานประชาธิปไตยท้องถิ่นภาคใต้ และเปิดฉากปฏิบัติการ “ถอนรากถอนโคน” อิทธิพลมืดที่พยายามครอบงำบัตรเลือกตั้งด้วยควันปืน

ปฏิบัติการ “ดับแสง” ตัวเต็ง คืนนั้น… หลังเสร็จสิ้นภารกิจวางแผนหาเสียง กำนันยองขับรถส่งทีมงานจนครบถ้วน เหลือเพียงระยะทางไม่ถึง 3 กิโลเมตรจะถึงบ้านพักที่อบอุ่น ทว่าบนถนนสายพรุโอน–ท่ามะปราง มัจจุราชในคราบรถเก๋งสีดำกลับเร่งเครื่องเข้าประกบ มือสังหารอาศัยความเงียบสงัดลั่นไกเข้าใส่เป้าหมายอย่างแม่นยำ 2 นัดซ้อน แรงปะทะทำให้รถเสียหลักพุ่งลงข้างทาง ร่างของตัวเต็งนายก อบต. ผู้นี้แน่นิ่งไปพร้อมกับความหวังของชาวบ้าน รอยต่อพัทลุง–สงขลาจึงกลายเป็นแดนประหารในชั่วพริบตา

แกะรอย “มืออาชีพ” เมื่อเงาเริ่มมีตัวตน ชุดสืบสวนถอดรหัสพฤติการณ์พบว่านี่คือ “งานจ้างวาน” ระดับอาชีพที่มีการวางแผนเป็นระบบ ตั้งแต่การใช้รถสลับสับเปลี่ยน การวางเส้นทางหลบหนีข้ามจังหวัดไกลกว่า 300 กิโลเมตร ไปจนถึงการทำลายหลักฐานที่บ่อทรายร้าง จ.นครศรีธรรมราช แต่ไม่มีอาชญากรรมใดที่ไร้ร่องรอย การแกะรอยจากประวัติพฤติกรรมบนโลกออนไลน์ และเส้นทางการเงิน นำไปสู่การค้นพบที่น่าตกใจ เมื่อเงาดำนี้โยงใยไปถึง ร.ต.ท.โกวิทย์ รัชนียะ อดีตข้าราชการตำรวจและผู้สมัครการเมืองท้องถิ่นอีกราย ซึ่งถูกระบุว่าเป็น “สถาปนิก” ผู้วางแผนสังหาร โดยมีค่าจ้างพุ่งสูงถึง 1.5 ล้านบาท

เสียงจากพื้นที่ เขาไม่ได้แค่ฆ่าคน แต่เขาฆ่าความหวัง ในความเงียบเหงาของตำบลท่าชะมวง “ป้าอ้อย” (นามสมมติ) ชาวบ้านในพื้นที่กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “เราไม่ได้ต้องการนักเลง เราต้องการคนทำงาน กำนันยองแกเป็นคนจริงใจ ไม่คิดว่าการเมืองบ้านเรามันจะโหดร้ายขนาดนี้ พอเสียงปืนดังขึ้น ความกลัวมันก็ปกคลุมไปทั่ว แล้วแบบนี้ใครจะกล้าลุกขึ้นมาสู้เพื่อความถูกต้องอีก?”

Zero Shadowปฏิบัติการสายฟ้าแลบ เช้ามืดวันที่ 31 มกราคม 2569 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ผนึกกำลังตำรวจภูธรภาค 9 เปิดปฏิบัติการ “Zero Shadow ล่า ล้าง เงา” บุกจู่โจมพร้อมกัน 11 จุด ทั่วประเทศ ผลลัพธ์คือการปิดบัญชีซุ้มมือปืนได้ยกแผง 4 รายสำคัญ ตั้งแต่ผู้บงการจนถึงมือสังหาร พร้อมยึดคลังแสงอาวุธสงคราม ปืน 13 กระบอก และกระสุนกว่า 1,200 นัด ซึ่งสะท้อนชัดว่านี่คือองค์กรอาชญากรรมเต็มรูปแบบ

มิติทางกฎหมาย โทษสูงสุดคือ “ประหารชีวิต” คดีนี้ก้าวข้ามขอบเขตคดีฆาตกรรมทั่วไป สู่ความผิดร้ายแรงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน มีโทษสถานเดียวคือ “ประหารชีวิต” ทั้งผู้จ้างวานและผู้ลงมือ พ.ร.บ.อาวุธปืน การครอบครองอาวุธสงครามและท่อเก็บเสียง ซึ่งเป็นยุทธภัณฑ์ต้องห้าม และพ.ร.บ.การเลือกตั้งท้องถิ่น การกระทำที่ทำลายความสุจริตของการเลือกตั้ง มีโทษถึงขั้นตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต

แสงสว่างที่ปลายกระบอกปืน? ปฏิบัติการครั้งนี้ คือสัญญาณชัดเจนว่า “ยุคสมัยของอิทธิพลมืดกำลังจะสิ้นสุดลง” การรวบตัวผู้ต้องหาได้ก่อนวันหย่อนบัตรเพียงไม่กี่วัน คือการคืนความเชื่อมั่นให้ระบบยุติธรรม อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่ผลประโยชน์ทับซ้อนยังคงอยู่ เงาใหม่ๆ ก็พร้อมจะก่อตัวขึ้นเสมอ หน้าที่ของตำรวจ คือ การ “ล่า” และ “ล้าง” แต่หน้าที่ของประชาชน คือ การ “เลือก” เพื่อไม่ให้คนพาลมีที่ยืนในสังคม ความตายของกำนันยองจะเป็นเพียงสถิติ หรือจะเป็นจุดเปลี่ยนของการเมืองไทย?

คำตอบนั้นไม่ได้อยู่ในรังเพลิง แต่อยู่ในมือของประชาชนทุกคนที่กล้าเผชิญหน้ากับแสงสว่าง “เลือกตั้งต้องวัดกันที่คะแนน ไม่ใช่ปลายกระบอกปืน” Canchaonews | เข้ม ชัด ตรง #canchaonews #canchaonews.com #เลือกตั้งเลือด #Zero Shadow #ล่า ล้าง เงา #ถอดรหัสสังหาร #กำนันยอง #CIB