ทลายรังอุ้มอินเดีย ซ้อมรีดค่าไถ่ 2.5 ล้าน

จากความฝันของนักท่องเที่ยวที่ตั้งใจเดินทางมาสัมผัสเสน่ห์ของประเทศไทย กลับกลายเป็นฝันร้ายที่ต้องแลกด้วยอิสรภาพและชีวิต
คดีอุ้มเรียกค่าไถ่นักท่องเที่ยวชาวอินเดียในเมืองพัทยา ไม่ใช่เพียงเหตุอาชญากรรมทั่วไป หากแต่สะท้อนให้เห็นรูปแบบการก่อเหตุที่มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การลวงซื้อแพ็กเกจทัวร์ การนัดรับเหยื่อ การกักขัง ซ้อมทรมาน ไปจนถึงการบังคับเรียกค่าไถ่จากครอบครัวในต่างประเทศ เบื้องต้นตำรวจเชื่อว่า คดีนี้อาจเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้ร่วมขบวนการหลายฝ่าย และอยู่ระหว่างเร่งขยายผลไปถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด
ปฏิบัติการช่วยชีวิต นาทีแห่งความเป็นความตาย เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 พ.ต.อ.เอนก สระทองอยู่ ผู้กำกับการ สภ.เมืองพัทยา พร้อมด้วย พ.ต.อ.นภัสพงษ์ โฆษิตสุริยมณี ผู้กำกับการตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชลบุรี และ พ.ต.อ.ณัฐพล ผ่องสุขสกุล ผู้กำกับการ สภ.หนองปรือ สนธิกำลังชุดสืบสวนจากหลายหน่วย พร้อมเจ้าหน้าที่สมาคมอินเดียพัทยา ปิดล้อมทาวน์เฮาส์สองชั้นในซอยมาบตาโต้ ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี หลังได้รับการประสานจากญาติผู้เสียหายผ่านสถานทูตอินเดีย ว่ามีนักท่องเที่ยวถูกลักพาตัวและเรียกค่าไถ่ ทันทีที่กำลังตำรวจเข้าประชิดพื้นที่ คนร้ายบางส่วนไหวตัวทัน ใช้รถจักรยานยนต์หลบหนีออกจากบ้าน ด้วยเกรงว่าตัวประกันจะตกอยู่ในอันตราย เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจบุกเข้าตรวจค้นทันที
ภาพสะเทือนใจในห้องขังลับ ภายในห้องชั้นสอง ตำรวจพบชายชาวอินเดีย 3 คน อายุ 23 ปี 24 ปี และ 26 ปี ถูกมัดมือไพล่หลัง มัดข้อเท้า และใช้เทปกาวปิดปาก สภาพอิดโรย มีร่องรอยฟกช้ำทั่วร่างกาย หนึ่งในเหยื่อยังถูกพ่นสีสเปรย์ตามร่างกายให้ดูคล้ายเลือดไหล เพื่อนำภาพถ่ายส่งไปยังครอบครัวในประเทศอินเดีย ใช้เป็นเครื่องมือกดดันให้รีบโอนเงินค่าไถ่จำนวน 7 ล้านรูปี หรือประมาณ 2.5 ล้านบาท แม้จะเป็นเพียงสีสเปรย์ แต่ภาพที่ถูกสร้างขึ้นมีเป้าหมายเพียงอย่างเดียว คือทำให้ครอบครัวเชื่อว่าหากไม่จ่ายเงิน เหยื่ออาจถูกทำร้ายถึงชีวิต

จากแพ็กเกจทัวร์…สู่กรงขัง คำให้การของผู้เสียหายผ่านล่าม ระบุว่า ทั้งหมดซื้อแพ็กเกจทัวร์ประเทศไทย 7 วัน ราคาคนละประมาณ 70,000 บาท เมื่อเดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม กลับได้รับคำสั่งให้นั่งรถแท็กซี่มายังจุดนัดพบบริเวณร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดริมถนนสุขุมวิท เมืองพัทยา แต่เมื่อมาถึง กลับไม่มีไกด์ ไม่มีรถทัวร์ และไม่มีโรงแรมตามกำหนด ชายชาวอินเดียขี่รถจักรยานยนต์มารับ ก่อนแยกนำตัวไปกักขังภายในบ้านหลังดังกล่าว ตลอดระยะเวลาประมาณ 5 วัน ผู้เสียหายให้การว่าถูกจำกัดอาหารและน้ำดื่ม ถูกทำร้ายร่างกาย และถูกบังคับให้โทรศัพท์หาครอบครัวเพื่อหาเงินมาไถ่ตัว หากปฏิบัติการของตำรวจล่าช้าออกไปอีกเพียงไม่นาน เหตุการณ์อาจจบลงด้วยโศกนาฏกรรม
ไล่ล่าข้ามจังหวัด รวบผู้ต้องสงสัย 5 ราย หลังช่วยเหลือตัวประกันได้สำเร็จ ชุดสืบสวนเร่งแกะรอยเส้นทางหลบหนีของกลุ่มผู้ต้องสงสัย กระทั่งวันที่ 28 กรกฎาคม เจ้าหน้าที่ติดตามจับกุมชายชาวอินเดีย 5 ราย ได้ภายในโรงแรมแห่งหนึ่งในพื้นที่ สน.คลองตัน กรุงเทพมหานคร ขณะกำลังเตรียมเดินทางหลบหนี ผู้ต้องหาทั้งหมดถูกควบคุมตัวกลับมาสอบสวนที่ สภ.เมืองพัทยา เบื้องต้นถูกแจ้งข้อหาร่วมกันเรียกค่าไถ่ กักขังหน่วงเหนี่ยว ข่มขู่ และปล้นทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ ทั้งนี้ ผู้ต้องหาทั้งหมดยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์ตามกฎหมาย จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด
เงาปริศนาจากต่างแดน จากการสอบสวน ผู้ต้องหาบางรายให้การว่า มีชายชาวปากีสถานซึ่งพำนักอยู่ในนครดูไบ เป็นผู้ติดต่อและสั่งการผ่านแอปพลิเคชันออนไลน์ โดยตกลงจ่ายค่าจ้างเป็นคริปโทเคอร์เรนซี พร้อมจัดหาตั๋วเครื่องบินสำหรับหลบหนีเมื่อภารกิจเสร็จสิ้น อย่างไรก็ตาม พนักงานสอบสวนยังไม่ปักใจเชื่อคำให้การดังกล่าว และอยู่ระหว่างตรวจสอบเส้นทางการเงิน ข้อมูลโทรศัพท์มือถือ พยานหลักฐานดิจิทัล และกล้องวงจรปิด เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงและขยายผลไปถึงผู้ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด
ข้อมูลนักท่องเที่ยวรั่วไหลจากจุดใด อีกประเด็นที่ตำรวจให้ความสำคัญ คือคนร้ายรู้ข้อมูลของผู้เสียหายอย่างละเอียด ทั้งเที่ยวบิน วันเดินทาง จุดนัดพบ และรายละเอียดส่วนบุคคล ข้อมูลเหล่านี้ทำให้พนักงานสอบสวนตั้งข้อสงสัยว่า อาจมีผู้เกี่ยวข้องในการคัดเลือกเหยื่อหรือส่งต่อข้อมูลตั้งแต่ประเทศต้นทาง หรือผ่านช่องทางอื่นที่ต้องเร่งตรวจสอบ หากพบหลักฐานเชื่อมโยง ก็อาจนำไปสู่การขยายผลคดีในระดับระหว่างประเทศต่อไป
บททดสอบของการปราบอาชญากรรมข้ามชาติ แม้ตำรวจจะสามารถช่วยเหลือตัวประกันได้อย่างปลอดภัย และติดตามจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว แต่คดีนี้ยังไม่ถือว่าสิ้นสุด เพราะคำถามสำคัญยังคงรอคำตอบว่า ใครเป็นผู้วางแผน ใครเป็นผู้จัดหาเหยื่อ และใครคือผู้ได้รับผลประโยชน์จากเงินค่าไถ่ คดีนี้จึงไม่ใช่เพียงการจับกุมผู้ลงมือก่อเหตุ แต่เป็นบททดสอบสำคัญของการสืบสวนอาชญากรรมข้ามชาติ ที่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างตำรวจไทย หน่วยงานด้านตรวจคนเข้าเมือง สถานทูต และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อสาวไปถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด

เหนือสิ่งอื่นใด เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วโลกว่า การเลือกใช้บริการบริษัททัวร์หรือผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถือ และการตรวจสอบข้อมูลก่อนเดินทาง เป็นเกราะป้องกันด่านแรกที่สำคัญ เพราะเพียงความประมาทเพียงครั้งเดียว อาจนำไปสู่การตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมที่ถูกวางแผนไว้อย่างแยบยล #canchaonews #อุ้มเรียกค่าไถ่ #แก๊งอุ้มเรียกค่าไถ่ #พัทยา #ข่าวพัทยา #นักท่องเที่ยวอินเดีย #ตำรวจไทย #อาชญากรรมข้ามชาติ #ทัวร์ลวง #ซ้อมทรมาน #คริปโทเคอร์เรนซี #ดูไบ #ข่าวอาชญากรรม #มือปราบจั่นเจา
