อดีตนายพลมือปราบประกาศขาย 300 ล้าน หวังรักษามรดกประวัติศาสตร์ไทยไม่ให้สูญหาย

“พระไม่ได้มีค่าแค่ราคา แต่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์” คือเหตุผลสำคัญของการตัดสินใจครั้งใหญ่ เมื่ออดีตนายตำรวจมือปราบชื่อดัง ประกาศเปิดกรุ “พระสมเด็จเนื้อทองคำ” ที่เชื่อว่าเป็นพระหายากระดับตำนาน จัดสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 มีจำนวนเพียง 8 องค์บนโลก พร้อมตั้งราคาส่งต่อ 300 ล้านบาท เพื่อให้พระสำคัญองค์นี้ยังคงอยู่บนแผ่นดินไทย

วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 พล.ต.ต.สมศักดิ์ชัย อมรส่งเจริญ อดีตนายตำรวจสังกัดกองบัญชาการตำรวจสันติบาล และอดีตผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองนนทบุรี เปิดคฤหาสน์ส่วนตัวย่านบางบัวทอง จ.นนทบุรี เปิดเผยเรื่องราวของพระสมเด็จเนื้อทองคำแท้ ซึ่งเก็บรักษาอยู่ในตู้เซฟมายาวนาน ก่อนตัดสินใจนำออกมาเปิดเผยต่อสาธารณชน

พระสมเด็จองค์ดังกล่าวมีประวัติสืบทอดเป็นมรดกตกทอดมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 โดยเชื่อว่าเป็นพระสมเด็จเนื้อทองคำที่จัดสร้างขึ้นในวาระพิเศษ โดย สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี เป็นผู้ปลุกเสก และเกี่ยวข้องกับการจัดสร้างโดย กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ เพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์

ด้วยจำนวนการจัดสร้างเพียง 8 องค์ จึงถูกเรียกขานในวงการพระเครื่องว่า “พระสมเด็จรุ่นจักรพรรดิ” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในพระเครื่องที่หายากที่สุด

จากตู้เซฟนานหลายสิบปี สู่พระประวัติศาสตร์ที่ต้องส่งต่อ พล.ต.ต.สมศักดิ์ชัย เปิดเผยว่า พระองค์นี้ได้รับมาจากคุณพ่อบุญธรรมประมาณปี 2554 ขณะดำรงตำแหน่ง ผกก.สภ.เมืองนนทบุรี ในเวลานั้นยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นพระทองคำแท้หรือไม่ จึงเก็บรักษาไว้ในตู้เซฟ กระทั่งหลังเกษียณราชการ มีเวลาศึกษาพระเครื่องที่สะสมไว้ จึงพบว่าพระสมเด็จองค์ดังกล่าวมีความพิเศษ ทั้งด้านพิมพ์ทรง เนื้อหา และประวัติการจัดสร้าง

“เมื่อรู้ว่าเป็นพระที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ จึงคิดว่าหากวันหนึ่งเราไม่อยู่แล้ว พระองค์นี้อาจไปอยู่กับคนที่ไม่เข้าใจคุณค่า จึงอยากส่งต่อให้ผู้ที่มีความพร้อมและเห็นความสำคัญของมรดกชิ้นนี้”

ตั้งราคา 300 ล้าน ไม่ใช่เพราะตีค่าพระ แต่เพื่อให้คนไทยมีโอกาสครอบครอง อดีตนายตำรวจมือปราบ ระบุว่า การตั้งราคาไว้ที่ 300 ล้านบาท ไม่ได้ต้องการเปรียบเทียบกับมูลค่าที่เคยมีการกล่าวถึงในตลาดต่างประเทศ แต่ต้องการให้พระองค์นี้มีโอกาสกลับมาอยู่กับผู้ครอบครองชาวไทย “ทราบว่ามหาเศรษฐีชาวญี่ปุ่นเคยซื้อพระสมเด็จเนื้อทองคำรุ่นนี้ไปในราคาประมาณองค์ละ 3,000 ล้านบาท และมีรายงานว่าครอบครองอยู่ 3 องค์ ขณะที่องค์อื่น ๆ ไม่ทราบแน่ชัดว่าอยู่กับใคร” “หากตั้งราคาสูงเท่ากัน คนไทยอาจไม่มีโอกาสได้ครอบครอง จึงเลือกตั้งราคา 300 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาที่เหมาะสม และอยากให้พระประวัติศาสตร์องค์นี้ยังอยู่ในประเทศไทย”

ผ่านการตรวจสอบหลายขั้นตอน ยืนยันความมั่นใจในองค์พระ พล.ต.ต.สมศักดิ์ชัย กล่าวว่า ก่อนนำออกมาเปิดเผย ได้ผ่านกระบวนการตรวจสอบหลายด้าน ทั้งการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ การวิเคราะห์เนื้อทองคำยุคเก่า การตรวจพิมพ์ทรงและตำหนิ รวมถึงให้ผู้เชี่ยวชาญพระเครื่องตรวจสอบและออกใบรับรอง แม้กระทั่งการนำไปทดลองตรวจสอบเปอร์เซ็นต์ทองกับโรงรับจำนำ เพื่อพิสูจน์องค์ประกอบของโลหะ ก็เป็นอีกหนึ่งขั้นตอนที่ดำเนินการเพื่อสร้างความมั่นใจ “ความรู้สึกของคนที่ได้ครอบครองพระองค์นี้ ไม่ใช่เพียงความภูมิใจในมูลค่า แต่คือการได้ดูแลสิ่งที่มีเรื่องราวผูกพันกับประวัติศาสตร์ชาติไทย”

ตำนานพระสมเด็จทองคำ ก่อนกำเนิดพระสมเด็จวัดระฆัง ในมุมมองของผู้ครอบครอง มีการสันนิษฐานว่า พระสมเด็จเนื้อทองคำชุดนี้อาจเป็นพระต้นแบบในช่วงแรก ก่อนที่สมเด็จโต พรหมรังสี จะนำแม่พิมพ์ไปจัดสร้างพระสมเด็จเนื้อผงในเวลาต่อมา จนกลายเป็นหนึ่งในสุดยอดพระเครื่องแห่งสยาม แม้เรื่องราวบางส่วนยังเป็นประเด็นที่ต้องศึกษาในวงการพระเครื่อง แต่ความหายากของพระสมเด็จเนื้อทองคำจำนวนเพียง 8 องค์ ทำให้ได้รับความสนใจอย่างมากจากนักสะสมและผู้ศึกษาประวัติศาสตร์พระเครื่อง

ภารกิจสุดท้ายของผู้ครอบครอง “รักษาไว้ ก่อนส่งต่อ” สำหรับ พล.ต.ต.สมศักดิ์ชัย การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการขายทรัพย์สิน แต่เป็นการส่งต่อสิ่งที่เชื่อว่ามีคุณค่ามากกว่าราคา เพราะพระองค์หนึ่งอาจมีมูลค่าหลายร้อยล้านบาท แต่เรื่องราวที่อยู่เบื้องหลัง ทั้งยุคสมัย บุคคลสำคัญ และประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับแผ่นดินไทย คือสิ่งที่ทำให้พระองค์นี้มีความหมาย “คนที่มีบุญวาสนาและเห็นคุณค่าที่แท้จริง จะเป็นผู้ได้ครอบครองต่อไป ส่วนผมก็จะได้หมดห่วง ว่าพระที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์จะยังได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม”

จากอดีตนายตำรวจผู้พิทักษ์ความสงบ สู่ผู้ดูแลมรดกแห่งศรัทธา — พระสมเด็จทองคำ 1 ใน 8 องค์ กำลังรอผู้สืบทอดตำนานบทใหม่ #พระสมเด็จทองคำ #พระเครื่องคนดัง #พระสมเด็จจักรพรรดิ #สุดยอดพระเครื่องไทย #ตำนานพระเครื่อง #ข่าวพระเครื่อง