อวสานราชภัฏ? หรือ “จุดเริ่มต้นใหม่” ของสถาบันอุดมศึกษาเพื่อท้องถิ่น

คำว่า “อวสาน” ฟังดูเหมือนจุดสิ้นสุด แต่ในโลกที่หมุนเร็วกว่าเดิมทุกวัน การอวสานบางอย่างอาจเป็นเพียงการปิดฉากภาพเก่าเพื่อเปิดพื้นที่ให้บทใหม่ที่จำเป็นต้องดีกว่าเดิม และวงการอุดมศึกษาก็เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เปลี่ยนแปลงหนักที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ มหาวิทยาลัยราชภัฏ ซึ่งถูกวิจารณ์และถูกมองข้ามจากภาพจำเก่ามากกว่าความจริงที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างเงียบ ๆ
ราชภัฏวันนี้ กำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญ ระหว่างความทรงจำในอดีตที่ถูกตราหน้า กับความเป็นไปได้มหาศาลที่จะกลายเป็น “สถาบันอุดมศึกษาเพื่อท้องถิ่นยุคใหม่” จากวิทยาลัยครูสู่สถาบันระดับพระราชทาน ย้อนกลับไปเกือบเจ็ดทศวรรษ ประเทศไทยต้องการครูคุณภาพเพื่อยกระดับการศึกษา จึงยกระดับโรงเรียนฝึกหัดครูเป็น “วิทยาลัยครู” ในปี 2503 ก่อนที่จะก้าวครั้งใหญ่ในปี 2535 เมื่อรัชกาลที่ 9 พระราชทานนาม “สถาบันราชภัฏ” พร้อมพระราชลัญจกรส่วนพระองค์ เป็นเกียรติสูงสุดที่สถาบันอุดมศึกษาไทยเพียงไม่กี่แห่งเคยได้รับ
ต่อมาในปี 2547 วิทยาลัยครูทั่วประเทศถูกยกระดับเป็น “มหาวิทยาลัยราชภัฏ” ขยายบทบาทจากการผลิตครู ไปสู่การสร้างกำลังคนด้านเศรษฐกิจ–สังคมในทุกภูมิภาค ปัจจุบันเครือข่ายราชภัฏมีถึง 38 แห่ง มีนักศึกษามากกว่า 309,000 คน ทำหน้าที่กระจายโอกาสทางการศึกษาให้เยาวชนภูมิภาคกว้างขวางที่สุดในประเทศ เหตุผลที่ราชภัฏถูกด้อยค่า ภาพจำที่สังคมไม่เคยอัปเดต
แม้เวลาจะผ่านมานาน แต่หลายคนยังติดภาพเดิมว่า “ราชภัฏคือโรงเรียนฝึกครู” ทั้งที่ปัจจุบันมีหลักสูตรสมัยใหม่มากมาย ตั้งแต่เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์สุขภาพ โลจิสติกส์ ไปจนถึงธุรกิจดิจิทัลซึ่งแข่งขันกับมหาวิทยาลัยชั้นนำได้อย่างสูสี แต่สังคมไทยยังคงผูกคุณค่าของมหาวิทยาลัยกับคะแนนสอบเข้า ทำให้ราชภัฏถูกมองว่า “เข้าได้ง่าย” และถูกตีความผิดๆ ไปสู่ภาพลักษณ์ว่า “คุณภาพต่ำ” ทั้งที่ไม่ได้สะท้อนความจริงด้านการสอนเลยแม้แต่น้อย
ในตลาดแรงงาน ภาพจำเดิมยิ่งฝังรากลึก เมื่อครั้งหนึ่งเคยมีบริษัทประกาศไม่รับผู้จบราชภัฏ ซึ่งกลายเป็นแผลเป็นทางสังคมที่ยังหลงเหลือในโลกออนไลน์ แม้ปัจจุบันการเลือกปฏิบัติเช่นนั้นแทบไม่หลงเหลือแล้วก็ตาม ยิ่งไปกว่านั้น วิกฤตใหญ่ที่ถาโถมทุกมหาวิทยาลัย จำนวนวัยเรียนที่ลดลงอย่างหนัก กลับกระทบราชภัฏรุนแรงที่สุด เพราะต้องแข่งขันแย่งนักศึกษากับทุกสถาบันที่กำลังดิ้นรนเช่นกัน ปัญหายังทวีคูณด้วยงบประมาณและทรัพยากรที่จำกัด ทำให้ไม่สามารถอัปเกรดโครงสร้างพื้นฐานได้รวดเร็วเท่ามหาวิทยาลัยใหญ่ๆ จึงยิ่งเสียเปรียบในภาพลักษณ์ และในยุคโซเชียล คอนเทนต์แซวล้อเลียนแพร่กระจายเร็วกว่า “ข่าวดี” หรือความจริงสถาบันพัฒนาไปไกลแล้ว กระทู้ดังยังตั้งคำถาม “ทำไมเรียนราชภัฏถึงโดนดูถูก?” ซึ่งมีผู้เข้าชมหลักล้าน ยิ่งสะท้อนความรู้สึกทางสังคม
ด้านสว่างของราชภัฏ กับข้อเท็จจริงที่ถูกกลบด้วยเสียงล้อเลียน เบื้องหลังเสียงวิจารณ์ มีหลายมหาวิทยาลัยราชภัฏที่เติบโตแบบก้าวกระโดดและแข่งขันได้อย่างเต็มภาคภูมิ เช่น ราชภัฏสวนสุนันทาที่โดดเด่นด้านบริหารธุรกิจ นวัตกรรมบริการ พยาบาล และศิลปกรรม ทำอันดับสูงสุดในกลุ่มราชภัฏอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ราชภัฏเชียงใหม่กลายเป็นกำลังสำคัญด้านครุศาสตร์และศิลปกรรมของภาคเหนือ ส่วนราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยาได้รับการยอมรับอย่างสูงในวงการดนตรีและศิลปะสร้างสรรค์
อีกหลายแห่งในภูมิภาค ตั้งแต่สุราษฎร์ธานี นครราชสีมา จนถึงอุบลราชธานี เป็นเสาหลักด้านกำลังคนของจังหวัด ผลิตบุคลากรเข้าสู่ทั้งภาครัฐและเอกชนจำนวนมาก และข้อมูลที่สังคมไม่ค่อยรู้คือ หลายสาขามีอัตราการมีงานทำสูงถึง 80–90% บัณฑิตจำนวนมากก้าวขึ้นเป็นผู้บริหารท้องถิ่น นักพัฒนาชุมชน และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ขณะที่หลักสูตรยุคใหม่อย่าง EV Engineering, Digital Media หรือ Data Science ก็เริ่มเปิดตัวต่อเนื่องในหลายพื้นที่
จุดหักเหอนาคตราชภัฏต้อง “เลิกวิ่งตาม” นี่คือหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญที่สุดของราชภัฏ ยุคที่ไม่จำเป็นต้องวิ่งตามมหาวิทยาลัยใหญ่ ไม่ต้องแข่งขันในสนามเดียวกันอีกต่อไป แต่ต้องกลับมายืนในจุดแข็งที่ไม่มีใครแทนได้ นั่นคือ “มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น” หรือ University for Local Development ที่เข้าใจพื้นที่จริง มีข้อมูลจริง และอยู่กับผู้คนจริง
ทางรอดที่เป็นไปได้จริง หากกล้าปรับตัวอย่างมียุทธศาสตร์ ราชภัฏต้องเปลี่ยนบทบาทจาก “มหาวิทยาลัยที่ผลิตผู้ถือปริญญา” ไปสู่ “มหาวิทยาลัยที่ผลิตคนทำงานได้ทันที” ด้วยการเน้นทักษะจริงที่ตลาดต้องการ ทั้ง Digital Skills, Hospitality, AI–Data Literacy และผู้ประกอบการชุมชน พร้อมจับมือภาคธุรกิจในพื้นที่แบบลึก เพื่อให้ห้องเรียนเชื่อมกับโรงแรม โรงงาน SME และองค์กรจังหวัดอย่างแท้จริง
อีกทางรอดที่สำคัญ คือ การดึงกลุ่มผู้ใหญ่กลับเข้าสู่ระบบการเรียนผ่านรูปแบบ Micro-Credential และ Non-Degree เช่น คอร์สอัพสกิล 3 เดือน ใบรับรองทักษะดิจิทัล หรือหลักสูตรสำหรับผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่มหาวิทยาลัยสามารถเป็นผู้เล่นสำคัญได้ทันที ควบคู่ไปกับการ “รีแบรนด์ครั้งใหญ่ระดับประเทศ” เพื่อเปลี่ยนภาพจำเชิงลบ และผลักดันให้ชื่อของศิษย์เก่าที่ประสบความสำเร็จเป็นเครื่องยืนยันศักยภาพของระบบราชภัฏ ขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยเองต้องขยับขึ้นสู่การเป็น Local Think Tank คลังสมองด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ท่องเที่ยว และเกษตรของจังหวัด ซึ่งเป็นบทบาทที่ไม่มีใครทำได้ดีเท่าราชภัฏ และที่สำคัญที่สุด เทคโนโลยี AI จะกลายเป็น “คันโยกเขย่าระบบ” ให้ราชภัฏยกระดับคุณภาพอย่างก้าวกระโดดในต้นทุนที่รับได้ ตั้งแต่การสร้างสื่อการสอน ไปจนถึง Virtual Lab และระบบช่วยประเมินผลที่ลดภาระอาจารย์อย่างมหาศาล

ข้อเสนอเชิงระบบที่ประเทศควรผลักดัน หากต้องการให้มหาวิทยาลัยเพื่อท้องถิ่นเดินหน้าได้อย่างยั่งยืน จำเป็นต้องมีการจัดตั้ง “กองทุนพัฒนาราชภัฏ” เพื่อสนับสนุนงานวิจัยเชิงพื้นที่และนวัตกรรม SME พร้อมปรับโครงสร้างมหาวิทยาลัยให้ชัดเจนในความเชี่ยวชาญของแต่ละแห่ง ไม่จำเป็นต้องเปิดทุกสาขาเหมือนเดิม รวมถึงการสร้างแพลตฟอร์ม RUT Digital Campus เพื่อแบ่งปันทรัพยากรข้ามมหาวิทยาลัย และการเปลี่ยนเกณฑ์ประเมินคุณภาพให้เน้นผลลัพธ์ของผู้เรียน เช่น ทักษะ รายได้ และงานจริง มากกว่าเอกสารประเมินที่ไม่สะท้อนคุณภาพแท้จริง
อวสานภาพเก่า—เปิดฉากยุคใหม่ของราชภัฏ สิ่งที่ควรอวสานไม่ใช่ “มหาวิทยาลัยราชภัฏ” แต่ คือ อวสานของภาพจำเก่าๆ ที่สังคมใช้ตัดสินสถาบันนี้มาเนิ่นนาน เพราะราชภัฏในวันนี้ไม่ใช่วิทยาลัยครูเมื่อ 40 ปีก่อน แต่คือเครือข่ายมหาวิทยาลัยที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในการผลิตกำลังคนท้องถิ่น พัฒนาเศรษฐกิจจังหวัด และสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาให้คนไทยในระดับที่จับต้องได้จริงที่สุด
หากสามารถขยับตัวตามยุทธศาสตร์ใหม่ที่ควรเป็น “ราชภัฏ” จะไม่ใช่ตัวเลือกท้ายๆ อีกต่อไป แต่จะกลายเป็น สถาบันอุดมศึกษาที่พาคนไทยเดินหน้าอย่างยั่งยืนที่สุด นี่ไม่ใช่อวสาน แต่คือ…จุดเริ่มต้นของบทใหม่ที่สำคัญยิ่งกว่าเดิม! #สมชาย จรรยา #canchaonews.com #canchaonews #ราชภัฏ #มหาลัยราชภัฏ #อวสาน #ทางรอด #สถาบันอุดมศึกษา #จุดเริ่มต้นใหม่ #มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น #วิทยาลัยฝึกหัดครู
