เปิดยุทธการลับ บช.ปส. ถล่ม 4 ขบวนการยาเสพติดยักษ์ใหญ่ ยึดทรัพย์พันล้าน ตัดเส้นเลือดใหญ่ทุนมืดข้ามทวีป

ในสงครามยาเสพติดที่ซ่อนตัวอยู่ใต้เงามืดของเศรษฐกิจสีเทา ปี 2568 ถูกมองว่าเป็นปีที่โครงข่ายอาชญากรรมข้ามชาติขยายตัวเร็วที่สุด ทั้งในโลกออนไลน์ การขนส่งพัสดุ และช่องทางดิจิทัลที่กลายเป็น “ด่านหลังบ้าน” ให้แก๊งต่างชาติใช้ลำเลียงยาเข้าสู่ไทยและส่งต่อไปยุโรป–อเมริกา ท่ามกลางแรงกดดันจากสังคม รัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สั่งเดินเกม “รุกฆาต” แบบไม่เลือกวิธี ต้องปิดฉากเครือข่ายให้ได้ในระดับ “ถอนรากระบบ” ไม่ใช่แค่จับรายวัน

ศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศอ.ปส.ตร.) ภายใต้การนำของ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. เดินหน้าปฏิบัติการลับที่ใช้เวลาสะสมข้อมูลนานนับเดือน พร้อมบูรณาการกำลังจาก DEA สหรัฐฯ, ป.ป.ส., อย. และตำรวจต่างประเทศ เป้าหมายคือ “4 เครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ” ที่ใช้ไทยเป็นฐานผลิต–รับ–ส่งอย่างเต็มรูปแบบ

หัวใจของยุทธการนี้ คือ การทำงานร่วมกันระหว่าง พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ในฐานะ ผอ.ศอ.ปส.ตร. ผู้กำหนด “ยุทธศาสตร์ใหญ่” ส่งแผนให้ พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส. “แม่ทัพภาคสนาม” ผู้ระดมกองกำลังสืบสวน–ข่าวกรอง–ชุดปฏิบัติการพิเศษของ บช.ปส. เดินเกมไล่บี้ทั้ง 4 เครือข่ายแบบไม่ให้ตั้งตัว

“นี่ไม่ใช่เพียงการจับคนขายยา แต่คือการทำลายระบบการเงินของมาเฟียข้ามชาติ” คำสั่งย้ำชัดจาก พล.ต.อ.สำราญ พล.ต.ท.อาชยน ระดมกำลัง ปส.1 และ ปส.2 เดินปฏิบัติการเชิงรุกตามแนวทาง ตั้งแต่สืบสวนทางลับ เชื่อมข้อมูลระหว่างประเทศ จนถึงบุกค้นเชิงจู่โจมที่ต้องแข่งกับเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง เป็นยุทธการที่ต้องอาศัย “การสื่อสารแนวราบ ตัดสินใจหน้างาน” อย่างแม่นยำ

ผลของยุทธการ “เด็ดปีกมาเฟียข้ามชาติ” คือการถล่มปราบ 4 คดีใหญ่ รวบผู้ต้องหา 40 ราย ทั้งไทย–ต่างชาติ ยึดทรัพย์รวมกว่า 1,000 ล้านบาท เป็นการ “ผ่าเส้นทางเงินมืด” ครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายปี คดีแรก เปิดโปงแก๊งไนจีเรีย Romance Scam นี่คือคดีที่สะเทือนใจที่สุด เพราะเหยื่อเป็นหญิงชาวยุโรป ผู้พิการทางการสื่อสาร (ใบ้–หูหนวก) ถูกหลอกให้เชื่อว่ากำลังมีความรักกับชาย “เกาหลีหล่อ” ที่พบในโลกออนไลน์ แต่ความจริง คือ สมาชิกแก๊งไนจีเรียค้ายา

เจ้าหน้าที่ บก.ปส.1 พบเบาะแสว่าผู้ต้องหากำลังเตรียมใช้เหยื่อในการขนยาไปเบลเยียม จึงเข้าตรวจสอบกระเป๋าเดินทางพบโคเคน 5.7 กิโลกรัม ซุกซ่อนอย่างแนบเนียน ภารกิจนี้ไม่ใช่แค่ “จับคนร้าย” แต่เป็นการช่วยชีวิตเหยื่ออย่างแท้จริง เจ้าหน้าที่เร่งประสานสถานทูต ส่งตัวเธอกลับประเทศอย่างปลอดภัย “ถ้าไม่จับวันนี้ เธออาจกลายเป็นผู้ต้องหาค้ายาข้ามชาติ โดยที่ไม่รู้แม้กระทั่งว่ากระเป๋าที่ถือคืออะไร” แหล่งข่าวชั้นสูงกล่าว

คดีที่สอง เครือข่ายสารออกฤทธิ์ข้ามทวีป นี่คือยุทธการเชิงลึกที่ขับเคลื่อนร่วมกับ DEA หลังพบความผิดปกติในพัสดุยาออกฤทธิ์ที่ทยอยส่งไปต่างประเทศ เครือข่ายนี้ใช้ “พัสดุแบบปกติ” แต่พรางตาอย่างแยบยล มีทั้งสารกล่อมประสาทและยาควบคุมประเภท 2 และ 4 รวมกว่า 185,328 เม็ด มูลค่าตลาดมืดมหาศาล การสืบสวนลากจากพัสดุ 1 กล่อง ไปถึงเครือข่ายในไทย 11 ราย ยึดทรัพย์ได้กว่า 500 ล้านบาท นี่ไม่ใช่เคสทั่วไป แต่เป็น “Hub การกระจายยาออกฤทธิ์ระดับภูมิภาค” ที่ไทยถูกใช้เป็นสถานีผ่านมานาน

คดีที่สาม ล้มเครือข่าย “หมอแอร์” “หมอแอร์” กลายเป็นชื่อที่สะท้านวงการแพทย์ เพราะเครือข่ายนี้ใช้ช่องโหว่ของระบบควบคุมยา ลักลอบขายสูงสุดตั้งแต่ระดับแพทย์จนถึงผู้ค้ารายย่อย ผลการตรวจค้นทำให้สังคมตะลึง พบยาออกฤทธิ์รุนแรง 219,780 เม็ด และยึดทรัพย์อีก 525 ล้านบาท นี่คือคดีที่ตอกย้ำว่า “ยาออกฤทธิ์” ไม่ใช่แค่ปัญหาในผับบาร์ แต่กำลังไหลออกจากระบบสาธารณสุขด้วยน้ำมือบุคลากรบางราย

คดีที่สี่ ผ่าเครือข่าย “พอต K จีนเทา” เป็นคดีที่ บช.ปส. ระบุว่า “โครงสร้างชัดเจนที่สุด” เพราะพบขั้นตอนตั้งแต่ผลิต–เก็บ–กระจาย ครบวงจร เส้นทางยาเริ่มที่พัทยา → ห้วยขวาง → นนทบุรี โดยใช้คอนโดเป็นโรงงานยาขนาดย่อม ซุกซ่อนยาในถุงอาหารแมว ก่อนกระจายสู่สถานบันเทิงในพัทยา–กรุงเทพฯ

ไฮไลต์ของคดี 3 จุดหลัก เริ่มจาก เจ้าหน้าที่แฝงตัวสั่ง “หัวพอต K” 100 หัว นัดส่งของที่คอนโดดังในพัทยา พบสินค้าแอบซ่อนในถุงอาหารแมวเป็นกลยุทธ์ที่ใช้มานาน แต่วันนี้ถูกจับได้หมด แกะรอยจากโทรศัพท์คนร้าย ลากไปถึง “นายทุนตัวกลาง” ที่พักในคอนโดหรู พบอุปกรณ์ผลิตยา และข้อมูลพัสดุต้องสงสัยจำนวนมาก จุดที่ 3: คอนโดศุภาลัย นนทบุรี – จุดแตกหัก เปิดแหล่งผลิตขนาดใหญ่ สุดท้ายจุดแตกหัก ลุยค้นห้องพักหรู ภายในคอนโดย่านนนทบุรี ถูกดัดแปลงเป็นโรงงานผลิตพอตเคเต็มรูปแบบ พบของกลางเกือบ 2,386 หัว, ไอซ์, วัตถุออกฤทธิ์ “อิโทมิเดต”, พอตเปล่า 5,390 ชิ้น และเงินสดหลายสกุล สามารถรจับชาวจีน 4 ราย ถือเป็น “ฟันเฟืองสำคัญ” ของทุนสีเทาที่ฝังรากในไทยหลายปี

ยุทธการล้างบางยาเสพติด 60 วัน เริ่มปฏิบัติการ 1 ต.ค.–30 พ.ย.2568 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เดินหน้าปราบปรามยาเสพติดยังจริงจังทุกมิติ ผลลัพธ์ที่สะท้อนความรุนแรงของสถานการณ์ คือตัวเลขจับกุมมหาศาล ทั้ง ยาบ้า 215.8 ล้านเม็ด ไอซ์ 6,188 กก. คีตามีน 1.38 ตัวเฮโรอีน 97.7 กก. ยาอี 196,152 เม็ด ยึดทรัพย์รวม 989 ล้านบาท ทั้งหมดคือหลักฐานว่าขบวนการยาเสพติด “อยู่ลึก–อยู่จริง” และต้องใช้การบูรณาการข้ามประเทศเพื่อตัดตอน

“นี่ไม่ใช่การจับรายวัน แต่คือการรื้อระบบการเงินของมาเฟียยา” พล.ต.อ.สำราญ นวลมา กล่าวย้ำว่า “ยุทธการครั้งนี้คือการขุดรากถอนโคน ไม่ใช่การจับรายตัว แต่เป็นการทำลายโครงสร้างการเงินของเครือข่าย” นี่คือทิศทางใหม่ของรัฐไทยในการต่อสู้กับยาเสพติด โจมตีระบบ ไม่ใช่แค่ผู้ค้า สิ่งที่สังคมต้อง “รู้–ระวัง–ร่วมมือ” คือ -อย่าหลงเชื่อ Romance Scam ที่เริ่มจากแชตหวาน แต่จบด้วยการเอาชีวิตไปแลกยา -อย่ารับฝากของจากคนแปลกหน้าที่สนามบินหรือปลายทางใดๆ -ระวัง พอต K–บุหรี่ไฟฟ้าผสมยา ที่กำลังแพร่ระบาดในผับ บาร์ และหมู่วัยรุ่น -หากพบเบาะแสยาเสพติด แจ้ง 1599 / 191 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง วันนี้ คือ

วันเริ่มต้นของเกมใหม่… เกมที่ รัฐไทยไม่ยอมปล่อยให้มาเฟียข้ามชาติ มีที่ยืนบนผืนดินนี้อีกต่อไป #สมชาย จรรยา #canchaonews #canchaonews.com #มาเฟียข้ามชาติ #ปราบปรามยาเสพติด #บช.ปส. #สำนักงานตำรวจแห่งชาติ #ยึดทรัพย์