เปิดเวที ‘ยุติธรรม–ป.ป.ส.–สีกากี–ภาคี 35 หน่วยงาน’ ผ่าทางตัน ปรับเข็มนโยบาย ยกระดับสู่มาตรฐานโลก

ในโลกที่เครือข่ายค้ายาเสพติดเคลื่อนตัวรวดเร็วราวกระแสน้ำเชี่ยว ประเทศไทยเองก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องอัปเกรดเครื่องมือรับมือให้แหลมคมขึ้นทุกวัน และนั่นคือหัวใจของเวทีถอดบทเรียน “4 ปี ประมวลกฎหมายยาเสพติด” ที่กระทรวงยุติธรรมเปิดพื้นที่ให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกว่า 35 แห่งมารวมตัวกัน เมื่อ 26 พฤศจิกายน 2568 ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ
ใต้แสงไฟประชุมที่คึกคักกว่าห้องสภาในวันเร่งด่วน ปลัดกระทรวงยุติธรรม นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ขึ้นกล่าวเปิดงาน พร้อมโยนประเด็นใหญ่ลงกลางเวที ประเทศไทยมี “ประมวลกฎหมายยาเสพติด” มาตั้งแต่ปี 2564 กฎหมายยักษ์ที่รวบรวมกว่า 24 ฉบับไว้ในหมวดเดียว ปรับให้ร่วมสมัย ใช้ได้จริง และสอดรับมาตรฐานสากลจาก UNGASS 2016

แต่คำถามคือ… สิ่งที่เขียนไว้บนกระดาษ ได้ผลเหมือนที่คาดหวังหรือไม่? นี่จึงเป็นเวลาของการเปิดไฟ ฉายทุกมิติที่ยังค้างคา และถอดรหัสอนาคตใหม่ของระบบต่อต้านยาเสพติดไทยทั้งระบบ 4 ปีที่ผ่านไป… ได้ผลแค่ไหน? เวทีแห่งนี้ไม่ได้จัดเพื่อ “รายงานผลงาน” แต่ตั้งใจ “ทดสอบความจริง” ว่าเครื่องยนต์กฎหมายชุดใหม่ทำงานอย่างไรในสนามจริง ตั้งแต่ด่านจับกุม ปฏิบัติการของตำรวจ การบำบัดฟื้นฟู การยึดทรัพย์ฟอกเงิน ไปจนถึงการควบคุมพืชเสพติดที่ถูกนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์
ปลัดกระทรวงยุติธรรมย้ำเสียงหนักแน่นว่า แม้กฎหมายระดับประมวลจะไม่ถูกบังคับให้ประเมินผลสัมฤทธิ์ตามกฎหมายปกติ แต่ “กฎหมาย ไม่ควรเป็นของตั้งโชว์ ต้องประเมินได้ และปรับได้” การเปิดเวทีครั้งนี้จึงเปรียบเหมือนเปิด “ห้องเครื่อง” ให้ทุกฝ่ายชี้จุดอ่อน–จุดแข็ง อย่างตรงไปตรงมา

สัญญาณใหญ่จากภาคปฏิบัติ! บนเวทีมีหลากหลายเสียงที่ถูกจับขึ้นมาตีแผ่ ทั้ง การปราบปราม บทบาทตำรวจต้องวิ่งเร็วกว่าเครือข่าย พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ระบุว่าเครือข่ายค้ายาเปลี่ยนรูปแบบเร็ว ย้ายเส้นทางง่าย ใช้เทคโนโลยีล่องหน เงินหมุนผ่านระบบดิจิทัล จุดท้าทาย คือการทำข้อมูลร่วมกันให้เป็นระบบเดียว ปรับวิธีสืบสวน ยึดทรัพย์ให้ถึงต้นน้ำ ไม่ใช่จับแต่ผู้เสพหรือผู้ขนรายย่อย
ทางการบำบัด “คนติดยาไม่ใช่อาชญากร” แต่ระบบต้องรองรับจริง นายอภัย เอียดบัว ผู้ตรวจราชการกรมคุมประพฤติ สะท้อนว่า เมื่อกฎหมายเปิดทางให้ใช้ “การบำบัด–ฟื้นฟู” แทนการลงโทษ ผู้ปฏิบัติต้องมีทรัพยากรเพียงพอ ศูนย์บำบัดต้องไม่กลายเป็น “โรงซ่อมคนติดยาแบบล้นตู้คอนเทนเนอร์”

การฟอกเงิน ชนะคดีได้ ต้องชนะทางทรัพย์ด้วย! หลายหน่วยงานเสนอว่า ต้องเร่งพัฒนากลไกยึดทรัพย์ที่เชื่อมโยงข้อมูลการเงินทุกแพลตฟอร์ม รวมศูนย์ตรวจสอบเครือข่ายธุรกิจสีเทาที่ซ่อนตัวหลังบริษัทบังหน้า พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. พูดชัดเจนว่า “สู้แบบใครสู้ใครมัน ไม่พออีกต่อไป” การขับเคลื่อน 4 ปีที่ผ่านมา สร้างรากฐานการทำงานร่วมกันไว้แล้ว แต่ต้องเติม “เอกภาพ” ให้เข้มและยาวกว่าเดิม 35 หน่วยงานต้องพูดภาษาเดียวกัน ใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน และเดินในทิศทางเดียวกัน นี่คือกุญแจที่ทำให้กฎหมายยักษ์นี้ “เดินได้จริง” ไม่ใช่ยืนสง่างามอยู่บนหิ้ง
ดังนั้นมุมมองใหม่ การแก้ยาเสพติดต้องมองประเทศไทยเป็นทั้งบ้านหลังใหญ่ ไม่ใช่สนามรบ ในห้องประชุมวันนั้น แม้ไม่มีคำนี้อยู่ในเอกสารทางการ แต่กลิ่นของแนวคิดใหม่ลอยอบอวล ไทยต้องหยุดมองปัญหายาเสพติดแบบ “สงคราม” และหันมาตั้งระบบที่ไม่ผลักคนให้กลายเป็นศัตรูของรัฐ หลายเสียงเห็นตรงกันว่า ประเทศต้องมี 3 เสาหลักใหม่ที่จับต้องได้จริง เสาแรก คือ การปราบปรามแบบแม่นยำ ไม่ไล่จับแบบปูพรม ใช้ข้อมูลเชิงลึก เจาะเครือข่ายตัวจริง ยุบสิทธิ์การใช้ชีวิตหรูของผู้ค้ายาให้สิ้นซาก เสาที่สอง การบำบัด-ฟื้นฟู ที่มีคุณภาพจริง คนติดยาควรได้รับการรักษาเหมือนผู้ป่วย ไม่ใช่ถูกผลักให้เป็นผู้ร้ายที่กลับออกมาแกร่งกว่าเดิมในเส้นทางผิด เสาที่สาม ระบบยุติธรรมที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ ลดช่องโหว่ ลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มความเชื่อมั่นให้สาธารณชน

ขณะที่ทางออก 5 ข้อ เสนอที่ทำได้จริง ไม่ใช่ฝันกลางห้องประชุม จากการสรุปภาพรวมเวที สามารถกลั่นออกมาเป็นแผนที่นำทางได้ชัดเจน 5 ข้อ คือ 1.สร้างฐานข้อมูลกลางระดับชาติ เชื่อมตำรวจ–ป.ป.ส.–ดีเอสไอ–ศุลกากร ข้อมูลต้องไหลได้แบบเรียลไทม์เพื่อไล่เครือข่ายตัวจริง 2.ผลักดัน “กฎหมายยึดทรัพย์ขั้นสูง” ให้ติดตามเงินผิดกฎหมายทุกแพลตฟอร์มดิจิทัล 3.อัปเกรดระบบบำบัดทั่วประเทศให้ได้มาตรฐานเดียวกับสากล เพิ่มบุคลากร นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ และการติดตามหลังการรักษา 4.เปิดโครงการชุมชนเข้มแข็งต้านยาเสพติดแบบมีรางวัลเชิงสังคม ให้ชุมชนเป็นด่านหน้า สร้างแรงจูงใจมากกว่าการลงโทษ 5.ปรับปรุงประมวลกฎหมาย ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมอาชญากรรมยุคใหม่ทุก 2 ปีไม่ใช่รอให้ช้า เหมือนเปลี่ยนรหัสผ่าน 10 ปีครั้ง

ดังนั้นงานเวที “4 ปี ประมวลกฎหมายยาเสพติด” ไม่ใช่การประชุมเพื่อเช็กชื่อ แต่เป็นการเปิดประตูสู่ยุคใหม่ของการแก้ปัญหายาเสพติดแบบรอบด้าน ประเทศไทยอาจยังห่างจากคำว่าสมบูรณ์ แต่เมื่อทุกฝ่ายเริ่มยอมรับความจริง กล้าสะท้อนปัญหา และพร้อมเดินไปด้วยกัน นี่คือสัญญาณของประเทศ ที่กำลังก้าวเข้าสู่ระบบยุติธรรมสมัยใหม่อย่างแท้จริง! #สมชาย จรรยา #canchaonews #canchaonews .com #4 ปี ประมวลกฎหมายยาเสพติด #กฎหมายยึดทรัพย์ขั้นสูง #กระบวนการยุติธรรม #ตำรวจ #การบำบัด
