เชียงรายโมเดล ใช้เทคโนโลยี 3 มิติ เตือนภัยน้ำท่วมรุนแรง

เชียงรายกำลังกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของงานบริหารจัดการภัยพิบัติไทย จากวิธีคิดเดิมที่เน้นโครงสร้างขนาดใหญ่ สู่ยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลจริง เทคโนโลยีล้ำสมัย และการร่วมมือของทุกภาคส่วน ตั้งแต่มหาวิทยาลัยถึงชุมชน

ในวงประชุมใหญ่เครือข่าย 19 มหาวิทยาลัยด้านภัยพิบัติ (TNDR) เมื่อ 11 ธันวาคม 2568 ทุกสายตาจับจ้องไปที่ “ต้นแบบเชียงราย” ซึ่งไม่ได้ตั้งเป้าแค่แก้น้ำท่วม แต่ยกระดับสู่ระบบ คาดการณ์–เตือนภัย–รับมือ–ฟื้นฟู ที่ใช้งานได้จริงทั้งจังหวัด

TNDR เปิดภารกิจชาติ! ดร.พิจิตต รัตตกุล ประธานเครือข่ายฯ ประกาศชัดว่า งานวิจัยด้านภัยพิบัติจะไม่ถูกทิ้งบนชั้นเอกสารอีกต่อไป แต่ต้องอยู่ในมือชุมชนที่เสี่ยงน้ำท่วมทุกปี

ภารกิจใหม่ของ TNDR ถูกวางบน 4 เสาหลักที่ขยายผลได้ทั้งประเทศ •โมเดลคาดการณ์–จัดการน้ำท่วมมาตรฐาน •เทคโนโลยีให้ท้องถิ่นใช้งานได้จริง •ถ่ายทอดความรู้ให้พึ่งพาตนเอง •เริ่มที่เชียงราย ก่อนต่อยอดสู่ หาดใหญ่–ยะลา นี่คือการเปลี่ยนบทบาทมหาวิทยาลัยจาก “ผู้ศึกษา” เป็น “ผู้ป้องกัน” ร่วมกับพื้นที่จริง

เทคโนโลยี 3 มิติ พลิกอนาคตการเตือนภัยไทย ไฮไลต์ของเวทีคือ Mobile Mapping System (MMS) ผสานกล้องรอบทิศทางและ Lidar เปลี่ยนงานสำรวจจาก 2D เป็น แผนที่น้ำท่วม 3 มิติระดับเซนติเมตร เทคโนโลยีนี้ทำให้ท้องถิ่นสามารถ •จำลองสถานการณ์น้ำท่วมล่วงหน้า •คำนวณระดับน้ำ–พื้นที่เสี่ยงได้แม่นยำ •เห็นเส้นทางน้ำจริงก่อนเกิดเหตุ

ตอบโจทย์คำถามสำคัญระดับชีวิต: “น้ำจะท่วมไหม? ท่วมแค่ไหน? ท่วมตรงไหนก่อน?” นี่คือหัวใจของ ระบบเตือนภัยเชิงรุก ที่ไทยไม่เคยมีในระดับท้องถิ่นมาก่อน เสียงจริงจากพื้นที่! นายครรชิต ชมภูแดง หัวหน้าปภ.เชียงราย สะท้อนว่า แม้จังหวัดเผชิญน้ำท่วมซ้ำซาก แต่ข้อมูลไม่พอ อุปกรณ์ไม่ครบ ระบบไม่เชื่อมกัน ทำให้การคาดการณ์ล่วงหน้ายัง “จำกัดมาก” ผู้นำท้องถิ่นจากแม่สายและโยธาธิการจังหวัดยืนยันตรงกันว่า ระเบียบและเครื่องมือปัจจุบันยังไม่รองรับการเตือนภัยล่วงหน้า ขณะที่เหตุรุนแรงเพิ่มขึ้นทุกปี

“โครงการป้องกันน้ำท่วมแม่สาย–ระบบระบายน้ำในเมือง อาจช่วยได้ แต่จะไม่มีวันพอ ถ้าไม่สร้างระบบข้อมูลเตือนภัยควบคู่กัน” ความเสียหายที่มองไม่เห็นเศรษฐกิจทั้งจังหวัดล้มตามน้ำ สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวเผยตัวเลขน่าตกใจ หลังน้ำท่วมปี 2567 ทัวร์ถูกยกเลิก 98% รายได้โรงแรม ร้านอาหาร และมัคคุเทศก์ “หายเกือบทั้งระบบ” น้ำท่วมไม่ได้กระทบแค่ชุมชนริมคลอง แต่ทำให้เศรษฐกิจจังหวัดหยุดเดิน

โมเดล “รู้–รับ–ปรับ–ฟื้น” สูตรใหม่เมืองท่วมซ้ำ ดร.สุทัศน์ วีสกุล วางกรอบคิดใหญ่ที่ถูกจับตามากที่สุด 1.รู้ความเสี่ยง ใช้ข้อมูล 3 มิติ Flood Mark และการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อให้เห็น “ภาพเดียวกัน” ของความเสี่ยง 2. รับมือได้ ไม่ต้องรอคำสั่ง สร้างระบบเตือนภัยท้องถิ่น อาสาสมัคร จุดอพยพ และแผนดูแลผู้เปราะบาง 3. ปรับพื้นที่–ปรับชีวิตให้ทนทาน ออกแบบเส้นทางปลอดภัย ทำแก้มลิงชุมชน ปรับพื้นที่เกษตร ใช้ 3D Simulation วางแผนโครงสร้างอนาคต 4. ฟื้นฟูให้แข็งแรงกว่าเดิม ใช้ข้อมูลมาตรฐานฟื้นพื้นที่ ครอบครัว และเศรษฐกิจ ด้วยแนวคิด “สร้างกลับให้ดีกว่าเดิม”

หาดใหญ่–ยะลา รอรับโมเดลต้นแบบ! ดร.สะอุดี มะประสิทธิ์ (มรภ.ยะลา) และนักวิจัยจาก ม.อ.หาดใหญ่ ชี้ว่า ประชาชนส่วนใหญ่ “คาดไม่ถึง” เพราะข้อมูลเตือนภัยยังไม่ถึงมือ จึงผลักดัน Flood Mark–Flood Map เพื่อสร้างเส้นทางปลอดภัย และวางแผนดูแลผู้ป่วยติดเตียงในพื้นที่เสี่ยง พื้นที่เป้าหมายต่อไป หาดใหญ่และยะลาเตรียมรับโมเดลเดียวกับเชียงราย

สามแรงหลัก เปลี่ยนเมืองเสี่ยงเป็นเมืองพร้อม! การประชุมครั้งนี้ชี้ชัดว่า วิกฤตน้ำท่วมต้องแก้ด้วย “สามแรงประสาน” 1.เทคโนโลยีใหม่ – MMS, Lidar, แผนที่ 3 มิติ 2.ข้อมูลจากชุมชนจริง – Flood Mark, ประสบการณ์คนพื้นที่ 3.ความร่วมมือทุกภาคส่วน – มหาวิทยาลัย–รัฐ–ท้องถิ่น–ธุรกิจ

หากโมเดลเชียงรายสำเร็จ จะเป็นต้นแบบสู่หาดใหญ่–ยะลา และอาจเป็น “หมุดหมายใหม่ของไทย” ในการเปลี่ยนเมืองเสี่ยงให้กลายเป็นเมืองที่ “รับมือภัยพิบัติได้จริง” และมีภูมิคุ้มกันระดับประเทศอย่างแท้จริง #สมชาย จรรยา #แผนที่ 3 มิติ #เตือนภัยน้ำท่วม #TNDR #เชียงรายโมเดล #เทคโนโลยี