สกู๊ปพิเศษสืบสวนเชิงลึก ระบบสอบที่ขายได้

เมื่อเก้าอี้ข้าราชการท้องถิ่นมีราคาเป็นหลักแสน และคำถามที่ยังไม่มีคำตอบคือ นี่เพิ่งเกิดขึ้นครั้งแรก หรือเกิดมาตลอด?

25 มิถุนายน 2569 อัปเดตล่าสุด 4,500 ล้านบาท ความเสียหาย 3,000 คน ถูกแก้คะแนนในระบบ 400,000+ คน ที่สอบสุจริต 860,000+แผ่น กระดาษคำตอบถูกยึด

มีคนทำงานหนักอ่านหนังสือมาสามปี แล้วสอบตก แต่มีคนจ่ายเงินหลักแสนไม่ต้องอ่านเลย แล้วสอบผ่าน 
แล้วคนที่สอบตกถามว่า ระบบนี้มันยุติธรรมจริงหรือเปล่า?

พื้นฐานการสอบท้องถิ่นคืออะไร และทำไมมันถึงมีค่ามาก การสอบท้องถิ่นคือประตูสู่ตำแหน่ง “ข้าราชการส่วนท้องถิ่น” ซึ่งไปปฏิบัติงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็น อบจ. อบต. หรือเทศบาล การสอบแบ่งเป็นสามภาค ภาค ก วัดความรู้ทั่วไป ภาค ข วัดความสามารถเฉพาะตำแหน่ง และ ภาค ค คือการสัมภาษณ์ ใครผ่านทั้งหมดจะได้ “ขึ้นบัญชี” เรียงตามลำดับคะแนน รอเรียกบรรจุเมื่อมีอัตราว่าง ลำดับต้นๆได้ก่อน ลำดับท้ายอาจไม่ได้เรียกเลย

ตั้งสงสัย ถ้าเงินเดือนเริ่มต้นแค่ประมาณ 15,000 บาท แล้วทำไมคนถึงยอมจ่ายหลักแสนเพื่อซื้อตำแหน่งนี้? คำตอบคือ ความมั่นคง บำนาญ สวัสดิการ และอำนาจในท้องที่ คือสิ่งที่ตัวเลขเงินเดือนบอกไม่ได้ การสอบครั้งนี้เปิดรับสมัครมากกว่า 4 แสนคน แข่งขันเพื่อ 6,669 อัตรา ใน 87 สายงาน การแข่งขันสูงมาก

และนั่นคือเหตุผลที่ “ตลาดโควตา” เกิดขึ้นได้ ดึงเข้าส่วนกลางก็ยังโกงได้ บทเรียนที่แพงมาก ก่อนปี 2560 หน่วยงานท้องถิ่นจัดสอบและบรรจุเองได้ ผลที่ตามมาคือการทุจริตระบาด คนที่สอบได้เป็นลูกหลานคนในพื้นที่ หรือซื้อเก้าอี้กันราคาหลักแสน รัฐแก้ปัญหาด้วยการดึงอำนาจเข้าส่วนกลาง และเปิดประกวดราคาหาผู้รับเหมาจัดสอบ มหาวิทยาลัยชนะประมูลสลับกันไป ม.บูรพาบ้าง ม.เกษตรบ้าง

การสอบปี 2568 ผู้ชนะประกวดราคาคือ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ด้วยงบ 133 ล้านบาท รับผิดชอบตั้งแต่ออกข้อสอบ จัดพิมพ์ จัดสอบ จนถึงเก็บกระดาษคำตอบ ตั้งสงสัย การรวมศูนย์อำนาจไปที่ผู้รับเหมารายเดียว ดูแลทุกอย่างตั้งแต่ต้นจนจบ นั่นช่วยลดการทุจริต หรือจริงๆแล้วมันแค่ย้ายจุดเสี่ยงไปรวมไว้ที่จุดเดียว?

ลำดับเหตุการณ์ จากข่าวลือสู่การจับกุม แกะรอยทุกขั้นตอน ก่อน ธ.ค. 68 ข่าวลือแพร่สะพัดหนักว่ามีการขายเก้าอี้ราคา 5–6 แสน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ. ) ออกแถลงปฏิเสธ แต่ไม่มีใครเชื่อ 7 ธ.ค. 68 วันสอบ ผู้สมัครกว่า 4 แสนคนเข้าห้องสอบ บางคนอ่านหนังสือมาสามปี บางคนรู้อยู่แล้วว่าจะผ่าน 17 ก.พ. 69 วันเดียวกัน ประกาศผลสอบ และคลิปเสียง “นายกิจ–นางส้ม” หลุดออกมา เปิดเผยรายละเอียดการซื้อขายโควตาและชื่อ “มหาวิทยาลัยดัง” ที่เรียกเก็บ 350,000 บาทต่อหัว

พ.ค. 69 มศว เปิดให้ผู้สอบพันกว่ารายดูกระดาษคำตอบที่โรงพิมพ์สมุทรปราการ หลายคนพบว่าเอกสารไม่ตรงกับที่ตัวเองจำ รอยแก้ไขหายไป บางคนเชื่อว่าถูกทำขึ้นใหม่ 22 มิ.ย. 69 CIB บุกบ้านนนทบุรี พบ “ออฟฟิศ” ลับที่มีคน 11 คน คอมพิวเตอร์ 18 เครื่อง กำลังแก้คะแนนสอบในระบบอย่างแข็งขัน 23 มิ.ย. 69 ป.ป.ช. และ CIB แถลงข่าวอย่างเป็นทางการ ยืนยันการทุจริต ชาวเน็ตเริ่มขุดเลขประจำตัวจากภาพกระดาษคำตอบที่สื่อถ่าย มหกรรมทัวร์ลงเริ่มต้น 24 มิ.ย. 69 ปลัดมหาดไทยสั่งย้ายอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กระทรวงมหาดไทย ตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจ ขีดเส้นตาย 7 วัน บุกโกดังสมุทรปราการ ยึดกระดาษคำตอบตัวจริง 1,884 กล่อง รวม 860,000 แผ่น 25 มิ.ย. 69 ผอ.พิชิต ยื่นลาออก ถูกสั่งพักราชการ รอฟังผลสอบสวนวินัยร้ายแรง กระทรวงมหาดไทยแจ้งความกองปราบ ฐาน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ความผิดเกี่ยวกับเอกสาร และความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง กลไกการโกง

ราคาตลาด ห่วงโซ่โควตา จากคลิปเสียงและหลักฐานที่พบในบ้านนนทบุรี ทำให้เห็นภาพกลไกได้ชัดขึ้น ระบบนี้ไม่ได้ทำงานโดยคนคนเดียว แต่เป็นห่วงโซ่หลายชั้นที่บวกราคากันขึ้นไปเรื่อยๆ ราคาฐาน (มหาวิทยาลัย) 350,000 บาท ราคาขายปลีก (บวกกำไรนายหน้า) 500,000–600,000 บาท โซนขอนแก่น (แข่งขันสูง)700,000 บาท โซนลพบุรี (แพงสุด) 800,000 บาท ผอ.พิชิต ข้าราชการท้องถิ่นจากเพชรบูรณ์ ทำหน้าที่ “นายหน้าใหญ่” กระจายโควตาทั่วทุกภาค ทั้งเหนือ กลาง อีสาน ใต้ บ้านในนนทบุรีที่จดทะเบียนเป็นบริษัทของเขาและภรรยา คือสำนักงานกลางของปฏิบัติการทั้งหมด เจ้าหน้าที่บุกเข้าไป ขณะที่คนในบ้านกำลังแก้คะแนนอยู่พอดี หน้าจอยังเปิดอยู่ เอกสารยังอยู่บนโต๊ะ

จากรายงานการบุก 22 มิ.ย. 2569 สิ่งที่น่าสนใจคือ วิธีการไม่ใช่การแก้กระดาษคำตอบจริง แต่เป็นการแก้คะแนนผ่านระบบดิจิทัล ซึ่งหมายความว่าต้องมีคนในที่มีสิทธิ์เข้าถึงฐานข้อมูลคะแนนสอบ ของกลางที่พบในบ้านนนทบุรี ทั้ง คอมพิวเตอร์และซีพียู 18 ชุด พร้อมอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลสำเนากระดาษคำตอบของผู้เข้าสอบทั่วประเทศ กว่า 3,000 รายบัญชีรายชื่อชัดเจนว่าต้องแก้คะแนนให้ใครบ้างแก้ไขในระบบเสร็จแล้วกว่า 2,000 ราย ก่อนถูกจับหลักฐานเชื่อมโยงผู้ร่วมขบวนการทั่วทุกภาคของประเทศ

ตั้งสงสัย ใครคือ “คนใน” ที่มีสิทธิ์แก้คะแนนในระบบได้? การแก้คะแนนดิจิทัลต้องอาศัยบัญชีผู้ใช้และรหัสผ่านของใครสักคน แล้วคนนั้นคือใคร อยู่ที่ มศว หรืออยู่ที่ สถ.? ผลกระทบที่เกิดขึ้น คนที่สอบสุจริตคือเหยื่อที่เงียบที่สุดในคดีนี้ ท่ามกลางกระแสทัวร์ลงและการขุดคุ้ยชื่อผู้สอบ มีสิ่งหนึ่งที่สังคมมักลืม ผู้ที่สอบตก ทั้งๆที่ทำได้ดี พวกเขาไม่ได้รับความสนใจจากสื่อ ไม่มีชื่ออยู่ในกระดาษคำตอบที่สื่อถ่าย แต่พวกเขาคือผู้เสียหายที่แท้จริง แล้วยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ถูกสั่งชะลอการรายงานตัวหลังการบรรจุ ทั้งๆ ที่ลาออกจากงานเดิมแล้ว ย้ายบ้านแล้ว จ่ายค่าเช่าแล้ว พวกเขาไม่ได้ทุจริต แต่ต้องแขวนชีวิตไว้กับความไม่แน่นอน ที่สำคัญไม่ใช่ทุกคนที่สอบผ่านและได้รับการบรรจุจะเป็นผู้ทุจริต หลายคนสอบได้ด้วยความหมั่นเพียรของตัวเองแท้ๆ การตัดสินโดยไม่มีหลักฐานชัดเจนสร้างความเสียหายให้กับคนบริสุทธิ์

ที่น่าเจ็บปวดที่สุดคือ เรื่องของ “นางสาวเอ” ที่เคยโพสต์ด้วยความภาคภูมิใจว่าสอบ ภาค ข ได้ 97 คะแนน สอบอันดับ 6 จากผู้สมัคร 6,011 คน และขอบคุณตัวเองที่พยายามมาสามปี แต่เมื่อชื่อของเธอถูกเชื่อมโยงจากเลขประจำตัวในกระดาษ เธอก็ถูกสังคมพิพากษาก่อนที่ศาลจะตัดสิน ตั้งสงสัย ถ้าระบบยืนยันตัวตนของกระบวนการสอบมีความรัดกุมพอ เหตุใดสำเนากระดาษคำตอบของผู้สอบกว่า 3,000 คน ถึงรั่วออกมาอยู่ในมือของคนนอกได้? ชั้นอำนาจ ใครอยู่เบื้องหลัง และคำว่า “รัฐมนตรี” ในคลิปหมายถึงใคร

จากคลิปเสียงของนายกิจ เขาระบุว่าโควตาที่ได้มานั้น “ผ่านทีมอื่นและผ่านรัฐมนตรีมาแล้ว” ซึ่งทำให้ราคาถูกบวกขึ้นเรื่อยๆ จนถึงมือผู้ซื้อปลายทาง ในคลิปยังพูดถึงการย้ายอธิบดี กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) คนใหม่ที่เป็น “คนของเค้า” มาจากสุราษฎร์ธานี และน่าสังเกตว่าอธิบดี (สถ.) ที่ถูกสั่งย้ายด่วนในวันที่ 23 มิถุนายน 2569 คือ อดีตผู้ว่าฯ สุราษฎร์ธานี ที่เพิ่งได้นั่งเก้าอี้อธิบดีเมื่อพฤศจิกายน 2568 ถ้าคลิปเสียงพูดถึงการวางคนของตัวเองให้นั่งเก้าอี้อธิบดีจากสุราษฎร์ และอธิบดีที่ถูกย้ายออกมาจากสุราษฎร์ นั่นหมายความว่าอะไร?

คำถามที่ ป.ป.ช. ต้องตอบ ตั้งสงสัย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.) ออกแถลงปฏิเสธสองครั้ง แต่ในแถลงการณ์ฉบับแรก กลับบอกว่า “ส่งให้ต้นสังกัดของนายกิจและนางส้มตรวจสอบแล้ว” นั่นยืนยันว่าทั้งคู่มีตัวตนและอยู่ในระบบราชการ แล้วทำไม แถลงยังบอกว่าไม่จริง? ข้อเสนอเชิงระบบ แก้ปัญหานี้อย่างเป็นรูปธรรม ต้องทำอะไรบ้าง! คดีนี้ไม่ได้เกิดจากคนเลวสองสามคน แต่เกิดจากระบบที่เปิดช่องให้คนเลวเข้าไปได้ ถ้าอยากแก้ปัญหาจริง ต้องปิดช่องเหล่านั้น

สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม การตรวจสอบเป็นรายบุคคล ใครที่ถูกพิสูจน์ว่าทุจริตต้องถูกไล่ออกและดำเนินคดี ไม่ใช่ยกเลิกผลสอบทั้งหมดซึ่งเท่ากับลงโทษคนบริสุทธิ์ การตรวจสอบย้อนหลัง ประชาชนเชื่อว่านี่ไม่ใช่ปีแรกที่เกิดขึ้น ต้องตรวจสอบการสอบในปีก่อน ๆ ด้วยแยกอำนาจออกข้อสอบจากการเก็บกระดาษคำตอบ 
การให้ผู้รับเหมารายเดียวดูแลทุกอย่างคือจุดอ่อนชัดเจนระบบตรวจสอบคะแนนแบบ Open Data 
ผู้สอบควรตรวจสอบคะแนนของตัวเองได้แบบเรียลไทม์ผ่านระบบที่โปร่งใส ไม่ใช่ต้องเดินทางไปดูกระดาษสืบสาวถึงนักการเมือง
คลิปเสียงระบุชัดว่า มีรัฐมนตรีเกี่ยวข้อง ป.ป.ช. ต้องสืบสาวถึงจุดนั้น ไม่ใช่จบแค่ระดับนายหน้าทบทวนระบบประกวดราคา
การให้มหาวิทยาลัยชนะประกวดราคาโดยไม่มีกลไกตรวจสอบอิสระ คือแบบแผนที่ต้องเปลี่ยน

สุดท้ายคำถามที่ยังค้างคาคือ ถ้าไม่มีพลเมืองดีโทรแจ้งเบาะแส ถ้าไม่มีคลิปเสียงหลุด ถ้าผู้สอบไม่ยืนกรานขอดูกระดาษคำตอบ คดีนี้จะถูกเปิดเผยหรือเปล่า? หรือ 2,000 กว่าคนที่ถูกแก้คะแนนจะได้นั่งทำงานในท้องถิ่นทั่วประเทศโดยที่ไม่มีใครรู้? #canchaonews #สำนักข่าวมหาชน #khaomahachon #ทุจริต #ท้องถิ่น #ปปช #ระบบสอบที่ขายได้ #ราชการ #มหาดไทย