“คืนอำนาจให้ประชาชน” ยุบสภาเบิกทางเลือกตั้งใหม่ เปิดเกมการเมืองสู่ยุคเปลี่ยนผ่านของรัฐบาลอนุทิน
คำประกาศสั้น ๆ ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล “ผมขอคืนอำนาจให้กับประชาชน” ที่ปรากฏบนหน้าฟีดเฟซบุ๊กส่วนตัว กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของการเมืองไทยในทันที เมื่อพระราชกฤษฎีกายุบสภาถูกทูลเกล้าทูลกระหม่อมและประกาศใช้ เสมือนเสียงกริ่งเปิดสนามเลือกตั้งครั้งใหม่อย่างเป็นทางการ
แต่ “ยุบสภา” ไม่ได้หมายถึง “หยุดบริหารประเทศ” หากเป็นการเปลี่ยนเกียร์การเมืองแบบเร่งความเร็ว ขณะที่เครื่องยนต์ภาครัฐยังทำงานเต็มกำลังในกรอบกฎหมายที่เปิดช่องให้เดินหน้าต่อไปได้ ยุบสภาไม่ใช่จุดจบของรัฐบาล แต่คือจุดเปลี่ยนของประเทศ สถานะของคณะรัฐมนตรี แม้จะ “สิ้นสุดลง” ในทางนิตินัย แต่กลับต้องทำงานต่อในทางปฏิบัติ นี่คือกลไกสำคัญที่ถูกออกแบบเพื่อป้องกันประเทศไม่ให้เกิดภาวะสูญญากาศทางอำนาจ และไม่ให้ราชการหยุดชะงักแม้เพียงวันเดียว
รัฐบาลในช่วงหลังยุบสภา แม้ไม่ถูกเรียกว่า “รักษาการ” แต่ยังคงสามารถลงนามในเอกสารราชการ บริหารงานประจำ และดูแลความมั่นคงจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่เข้ามาแทน การเดินหน้าในภารกิจที่จำเป็นจึงยังเป็นภารกิจหลักที่ไม่อาจหยุดได้ ในทางกฎหมาย นี่คือหนึ่งในช่วงเวลาที่ละเอียดอ่อนที่สุดของประเทศ เพราะต้องบาลานซ์ระหว่าง “การทำงานต่อเพื่อไม่ให้รัฐหยุด” กับ “การระวังไม่ให้มีการตัดสินใจใหญ่ที่ผูกพันอนาคตระยะยาวเกินความจำเป็น”
อำนาจจำกัด แต่ภาระงานยังเท่าเดิม แม้สถานะสิ้นสุด แต่ ครม. ยังมีอำนาจในการจัดการงานประจำทั้งหมด รวมถึงอำนาจด้านความมั่นคง เช่น ประกาศภาวะฉุกเฉินประกาศกฎอัยการศึก อนุมัติการดำเนินงานที่จำเป็นต่อความปลอดภัยของประเทศ
นี่คือตัวอย่างของ “อำนาจเฉพาะกิจ” ที่กฎหมายอนุญาตให้เดินหน้า เพื่อไม่ให้เกิดเหตุสุ่มเสี่ยงต่อความมั่นคงในช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนรัฐบาล การประชุมคณะรัฐมนตรียังจัดได้ตามปกติ โดยคัดเฉพาะระเบียบวาระที่เป็น “งานประจำ–งานจำเป็น–งานตามหน้าที่ตามกฎหมาย” ซึ่งรวมถึงการแต่งตั้งคณะกรรมการตามกฎหมายหลายประเภท การออกกฎกระทรวง หรือ พระราชกฤษฎีกาบางฉบับที่เป็นการปฏิบัติตามกฎหมายแม่บท
กล่าวอีกนัยหนึ่ง รัฐบาลนี้ “ไม่ได้หยุดทำงานแม้แต่นาทีเดียว” พรรคต่างๆ เข้าสู่โหมดเลือกตั้งเต็มรูปแบบ เมื่อสภาถูกยุบ พรรคการเมืองทุกพรรคถูกบังคับให้เข้าสู่โหมดเลือกตั้งอย่างปัจจุบันทันด่วน การวางตัว การขยับหมาก การจัดทัพผู้สมัคร เขตเลือกตั้งใหม่ และการประกาศจุดยืนล้วนต้องถูกขับเคลื่อนแบบเร่งด่วน
ฝ่ายรัฐบาล ต้องรับมือกับคำถามจากสังคมฝ่ายตรงข้าม ว่าทำไมต้องยุบสภาในจังหวะนี้ และอยากได้ “อำนาจใหม่” เพื่อสานต่ออะไร ฝ่ายฝ่ายค้าน ได้รับโอกาสรีเซ็ตพลังทันที เปิดหน้ารุกด้วยประเด็นเชิงนโยบายที่รัฐบาลยังทำไม่สำเร็จ และยกธงเรื่องการตรวจสอบผลงานที่ผ่านมา นี่คือจังหวะที่เกมการเมืองไทยขยับอย่างเข้มข้นรอบทิศ ช่วงเปลี่ยนผ่านที่ห้ามสะดุด
แม้ภาพการเมืองจะเข้มข้น แต่สิ่งสำคัญคือผลกระทบต่อประชาชน การยุบสภาไม่ส่งผลต่อ การเบิกจ่ายงบประมาณประจำ สวัสดิการถ้วนหน้า ระบบราชการและบริการสาธารณะ การดำเนินงานความมั่นคง การประกาศกฎหมายลำดับรองที่เคยผ่านหลักการแล้ว ทุกระบบยังเดินต่อได้ตามโครงสร้างกฎหมายที่ออกแบบมาเพื่อรองรับช่วงเปลี่ยนผ่านเช่นนี้ ในมุมสังคม–เศรษฐกิจ การยุบสภายังส่งผลทั้งต่อความเชื่อมั่นของตลาด การลงทุน และการคาดหวังของภาคธุรกิจที่เตรียมจับทิศทางนโยบายรัฐบาลใหม่
“คืนอำนาจให้ประชาชน” คือประตูสู่การต่อสู้รอบใหม่ของทุกฝ่าย การยุบสภาในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นเลือกตั้ง แต่เป็นสัญญาณว่าเกมการเมืองไทยจะเข้าสู่ช่วงเร่งแรงที่สุดของรอบเวลา ฝ่ายบริหารยังทำงานต่อ ฝ่ายเมืองแข่งขันกันเต็มสูบ และประชาชนคือผู้ตัดสินสุดท้ายว่าทิศทางการเมืองไทยหลังจากนี้ควรเดินไปอย่างไร สกู๊ปนี้จึงไม่ใช่แค่การเล่าเหตุการณ์ แต่เป็นการมองทะลุโครงสร้างของอำนาจ การทำงานของรัฐ และผลกระทบทางการเมืองที่จะกำหนดเส้นทางประเทศไทยในเดือนข้างหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ #canchaonews #canchaonews.com #ยุบสภา #อนุทิน #คืนอำนาจให้ประชาชน #ครม.รักษาการ
