ทลายรังสแกมเมอร์ร้อยล้าน เชือดแก๊ง ‘โอปป้า-มังกรเทา’

ภาพมายาในเมืองใหญ่ กับ ‘กรงขัง’ ที่ชื่อว่าความโลภ กรุงเทพมหานครในยามค่ำคืนอาจเป็นสวรรค์ของนักท่องเที่ยว แต่ภายใต้เงาตึกสูงและย่านธุรกิจอันอบอ้าว กลับมีสายตาของเครือข่ายอาชญากรรมทางเทคโนโลยีข้ามชาติที่มองเห็นเมืองหลวงแห่งนี้เป็น “เซฟฮาวส์” ในการกบดานและซุ่มซ่อนฐานปฏิบัติการลวงโลก
ทว่า สมการของเหล่าอาชญากรข้ามชาติก็ต้องพังพินาศลง เมื่อยุทธการกวาดล้างข้ามพรมแดนเปิดฉากขึ้นอย่างเฉียบพลัน ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และการนำทัพสืบสวนเชิงรุกของ พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) พร้อมด้วยทีมสืบสวน สตม. ประกอบด้วย พล.ต.ต.ธนิต ไทยวัชรามาศ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.สราวุธ คนใหญ่ ผบก.สส.สตม. และ พล.ต.ต.เดโช โสสุวรรณากุล ผบก.ตม.5 ผนึกกำลังร่วมกับ ตำรวจสาธารณรัฐเกาหลี ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การจับกุมตัวผู้ต้องหา แต่คือการ “ขุดรากถอนโคน” ขบวนการสแกมเมอร์ไฮบริดที่ใช้ประเทศไทยเป็นฐานปฏิบัติการเชือดเหยื่อในภูมิภาคเอเชีย
แกะรอยจิ๊กซอว์ตัวแรก จาก ‘โอปป้า Overstay’ สู่เบาะแสเครือข่ายใหญ่ ปมสืบสวนเริ่มขมวดเกลียวขึ้นเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 เมื่อชุดสืบสวน สตม. ร่วมกับตำรวจเกาหลีใต้ เข้าแกะรอยและจับกุม MR. LIM สัญชาติเกาหลีใต้ ในข้อหาอยู่ในราชอาณาจักรเกินกำหนดอนุญาต (Overstay) เผินๆ MR. LIM อาจดูเหมือนชาวต่างชาติที่หลบซ่อนตัวทั่วไป แต่เมื่อลงลึกในฐานข้อมูลอาชญากรรมข้ามชาติ กลับพบว่าเขาคือ บุคคลตามหมายจับที่ทางการเกาหลีใต้ต้องการตัวอย่างเร่งด่วน ในคดีฉ้อโกงประชาชนและเครือข่ายพนันออนไลน์มูลค่ามหาศาล จากการเค้นสอบเชิงลึก และการวิเคราะห์ความเชื่อมโยงทางเทคโนโลยีตลอดระยะเวลากว่า 1 เดือนเต็ม ทีมสืบสวน สตม. ไม่ยอมหยุดแค่ตัวละครเล็กๆ แต่ใช้วิธี “ลากสายแกะรอย” จนพบว่า MR. LIM เป็นเพียงฟันเฟืองหน้าฉากของเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ที่มีโครงสร้างองค์กรซับซ้อน ผสานพลังระหว่าง “ทุนจีน” และ “แอดมินเกาหลีใต้”
ยุทธการสะกดรอย 3 จุดยุทธศาสตร์ กับพฤติกรรมย้ายรังนกกระจอก เจ้าหน้าที่ตำรวจเริ่มแกะรอยความเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบ จนกระทั่งล็อกเป้าหมายพื้นที่ต้องสงสัยได้ 3 จุดยุทธศาสตร์กลางกรุงเทพฯ ย่านลาดพร้าว – ห้วยขวาง เป็นแหล่งกบดานและย่านเศรษฐกิจใจกลางเมือง ย่านวัชรพล – จตุโชติ โซนอยู่อาศัยที่เงียบสงบ หลบเลี่ยงสายตาผู้คน และย่านรัชดา – พระราม 9 ศูนย์กลางการเชื่อมโยงระบบสื่อสารและคมนาคม ตลอดการเฝ้าสังเกตการณ์ ชุดสืบสวนพบความผิดปกติที่เด่นชัด ในแต่ละวันจะมีกลุ่มชายชาวจีนและเกาหลีใต้หมุนเวียนเข้า-ออกสถานที่เหล่านี้ไม่ต่ำกว่า 8–9 คนต่อวัน ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ เมื่ออาชญากรกลุ่มนี้เริ่มไหวตัวจากการตรวจค้นของเจ้าหน้าที่ จึงเกิดพฤติกรรม “ย้ายรังนกกระจอก” โดยเร่งขนย้ายคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก และอุปกรณ์สื่อสารออกจากฐานเดิม เพื่อไปติดตั้งอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงระดับองค์กร (High-Speed Internet) ในบ้านหลังใหม่ ซึ่งเป็นรูปแบบพฤติการณ์เฉพาะของ “ศูนย์ปฏิบัติการสแกมเมอร์” ที่ทีมสืบสวน สตม. แกะรอยตามติดทุกฝีก้าว

ผ่าโครงสร้างแก๊งไฮบริด จีนนายทุนสั่งการ – เกาหลีรับบทสวมรอย เมื่อพยานหลักฐานและพฤติการณ์ครบองค์ประกอบทางคดี เจ้าหน้าที่ สตม. จึงนำกำลังบุกเข้าตรวจค้นทั้ง 3 จุดพร้อมกัน จับกุมผู้ต้องหารวม 10 ราย แบ่งเป็น ชาวจีน 2 ราย รับบท “นายทุนระดับสั่งการ” คอยจัดหาเงินทุน สถานที่กบดาน วางระบบเทคโนโลยี และควบคุมการทำงาน ส่วนชาวเกาหลีใต้ 8 ราย รับบท “แอดมินลวงโลก” ทำหน้าที่โทรศัพท์ผ่านระบบ IP Phone กลับไปที่ประเทศเกาหลีใต้ สวมรอยเป็น อัยการ ตำรวจ หรือ เจ้าหน้าที่รัฐ ใช้จิตวิทยาข่มขู่ให้เหยื่อเกิดความกลัว ก่อนหลอกให้โอนเงินมายังบัญชีม้า ในการตรวจค้นครั้งนี้ เจ้าหน้าที่สามารถยึดของกลางได้รวม 51 รายการ (คอมพิวเตอร์ 13 เครื่อง, โทรศัพท์มือถือ 21 เครื่อง พร้อมอุปกรณ์เชื่อมต่อสัญญาณ) ซึ่งภายในบันทึกรายชื่อเหยื่อและข้อมูลการโอนเงินไว้อย่างแน่นหนา ประเมินมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นพุ่งสูง มากกว่า 100 ล้านบาท
เชือดเด็ดขาด Blacklist เพิกถอนวีซ่า ลากตัวส่งกลับประเทศ มาตรการหลังการจับกุม สตม. บังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดโดยไร้ข้อละเว้น ทำการเพิกถอนอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรทันที พร้อมสลักชื่อขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) ห้ามเดินทางเข้าประเทศไทย ควบคุมตัวเพื่อรอส่งกลับดำเนินคดี ไปยังสาธารณรัฐเกาหลี เพื่อรับโทษตามกฎหมายขั้นสูงสุด ขณะเดียวกัน ตำรวจไทยและตำรวจเกาหลีใต้ อยู่ระหว่างการขยายผลร่วมกัน เพื่อตรวจสอบ เส้นทางการเงิน (Financial Trail) มุ่งยึดทรัพย์และไล่ล่าผู้สั่งการระดับบิ๊กที่อาจยังซ่อนตัวอยู่ในเงามืด
ปิดประตูอาชญากรรมข้ามชาติ พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.สตม. กล่าวทิ้งท้ายถึงกลุ่มอาชญากรข้ามชาติว่า สตม. ยุคใหม่จะดำเนินมาตรการเชิงรุกตามข้อสั่งการของ ผบ.ตร. โดยชู “ยุทธศาสตร์ 4 เสาหลัก” ทั้ง สกัดกั้นอาชญากรตั้งแต่ประตูเข้าประเทศ ใช้ข่าวกรองและเทคโนโลยีสืบสวนเชิงลึก ขุดรากถอนโคนทั้งนายทุนและบริวาร และดูแลผู้บริสุทธิ์ คัดกรองอาชญากร ปฏิบัติการครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่ผลงานการจับกุมธรรมดา แต่คือ “การประกาศชัยชนะ” ของความร่วมมือระหว่างประเทศ และเป็นบทเรียนราคาแพงแก่แก๊งสแกมเมอร์ว่า “แผ่นดินไทย ไม่ใช่พื้นที่กบดานของอาชญากรโลก” #canchaonews #ปราบสแกมเมอร์ #ปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ #สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง #สำนักงานตำรวจแห่งชาติ #Royalthaipolice #มือปราบจั่นเจา
