ตามเงินล่า ‘ม้าวิ่ง’ ถึงมือรับเงินมาเก๊า ซ้อนแผนสกัดตุ๋นนักศึกษา ยึดคืน–ระงับถอนรวม 2.5 ล้าน

วิดีโอคอลข่มขู่ไม่ยอมให้วางสาย บีบนักศึกษาถอนเงินส่งถึงลานจอดรถ ก่อนพนักงานธนาคารเห็นพิรุธ ประสานสืบภาค 1 ตามเส้นทางเงินจากรังสิตถึงห้วยขวาง รวบผู้ต้องหา 2 ราย เงิน 1.2 ล้านบาทออกจากธนาคารไปแล้ว ส่วนอีก 1.3 ล้านบาทกำลังจะถูกถอนตามออกมา หากไม่มีใครหยุดธุรกรรมครั้งที่สอง เงินรวม 2.5 ล้านบาทอาจหลุดมือผู้เสียหาย ก่อนที่เขาจะมีโอกาสตั้งสติและรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง หน้าเคาน์เตอร์ธนาคารในวันนั้น นักศึกษาวัย 19 ปีไม่ได้กำลังตัดสินใจเรื่องเงินอย่างอิสระ ปลายสายวิดีโอคอลยังคงข่มขู่และออกคำสั่ง ขณะที่ความหวาดกลัวกำลังผลักให้เขาทำตามทีละขั้น
แต่พนักงานธนาคารมองเห็นความผิดปกติ การทักท้วงและประสานตำรวจในจังหวะนั้น จึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนของคดี จากเหยื่อที่ถูกไล่ต้อนให้ส่งเงิน กลับเป็นเส้นทางให้ตำรวจติดตามผู้มารับเงิน ก่อนขยายผลไปถึงผู้รับช่วงต่ออีกทอดหนึ่ง วันที่ 3 ตุลาคม 2569 เวลา 14.21 น. กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 1 ร่วมกับตำรวจ สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ ได้รับการประสานจากธนาคารออมสิน สาขาฟิวเจอร์ปาร์ครังสิต หลังพบพฤติกรรมน่าสงสัยของนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ซึ่งเข้ามาขอถอนเงินก้อนใหญ่ ขณะวิดีโอคอลกับบุคคลปลายสายอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลคดีระบุว่า ก่อนหน้านั้นผู้เสียหายนำใบแจ้งความสลากออมสินหายจาก สน.ดอนเมือง พร้อมบัตรประชาชนตัวจริง มาดำเนินการถอนเงินจากสลากออมสินจำนวน 1,200,000 บาท แล้วนำเงินสดไปส่งมอบให้บุคคลที่มารับตามนัดบริเวณลานจอดรถห้างสรรพสินค้า

เงินก้อนแรกถูกส่งออกไปแล้ว แต่คำสั่งจากปลายสายยังไม่จบ ผู้เสียหายถูกสั่งให้กลับมาถอนเงินจากบัญชีออมทรัพย์อีก 1,300,000 บาท ครั้งนี้ อาการหวาดผวาและการคุยวิดีโอคอลไม่ยอมวางสาย ทำให้พนักงานธนาคารสงสัยว่าเขาอาจกำลังถูกหลอกและควบคุมการทำธุรกรรม จึงรีบประสานตำรวจเข้าช่วยเหลือ พร้อมระงับการถอนเงินก้อนที่สองไว้ได้ นี่คือช่องว่างสำคัญที่ทำให้เจ้าหน้าที่เริ่มย้อนรอยกลับไปหาเงินก้อนแรก
ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.นราเดช ทิพย์รักษ์ ผบช.ภ.1 และ พล.ต.ต.ภาณุภาคยณ์ จิตต์ประยูรตี ผบก.สส.ภ.1 ชุดปฏิบัติการนำโดย พ.ต.อ.นัฎฐพงษ์ ศรีเพ็ญประภา ผกก.สส.2 บก.สส.ภ.1 ร่วมกับชุดสืบสวน สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ เข้าติดตามบุคคลที่มารับเงินจากผู้เสียหาย จุดรับส่งเงินอยู่กลางพื้นที่สาธารณะ ลานจอดรถที่ผู้คนเข้าออกตามปกติ กลับถูกใช้เป็นจุดเปลี่ยนมือเงินจากการหลอกลวง ตำรวจวางกำลังติดตาม กระทั่งจับกุมนายกชพงศ์ อายุ 25 ปี พร้อมเงินสด 1,200,000 บาท ตามข้อมูลของตำรวจ ผู้ต้องหาให้การรับว่าทำหน้าที่รับเงินสดจากผู้เสียหาย หรือที่เรียกกันว่า “ม้าวิ่ง” ก่อนนำไปส่งต่อให้บุคคลในเครือข่ายย่านห้วยขวาง
คำให้การดังกล่าวเปิดทางให้ชุดสืบสวนเดินหน้าขยายผล เพราะการจับคนรับเงินคนแรกได้ ยังไม่ใช่คำตอบว่าเงินจะถูกส่งต่อไปที่ใด และใครอยู่ถัดจากจุดนั้น เส้นทางสืบสวนจึงเคลื่อนจากรังสิตเข้าสู่กรุงเทพฯ เป้าหมายถัดไปอยู่ริมถนนเทียมร่วมมิตร ข้างศูนย์ซ่อมบำรุงรถไฟฟ้า เขตห้วยขวาง เจ้าหน้าที่เข้าจับกุมชายชื่อ CHAN LOK LOI อายุ 40 ปี ซึ่งข้อมูลคดีระบุว่าเป็นชาวมาเก๊า ขณะมารับมอบเงินต่อจากนายกชพงศ์ ตำรวจระบุว่า ผู้ต้องหารายนี้ให้การรับว่าทำหน้าที่รับช่วงเงินเพื่อส่งต่อให้ขบวนการอีกทอดหนึ่ง

จากนั้น เจ้าหน้าที่นำตัวไปตรวจค้นห้องพักในคอนโดมิเนียมย่านประชาราษฎร์บำเพ็ญ 20 โดยไม่พบสิ่งผิดกฎหมายเพิ่มเติม ก่อนแจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหาทั้งสองรายฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น” และนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ ดำเนินคดี แม้การจับกุมครั้งนี้จะตามไปถึงผู้รับเงินชาวมาเก๊า แต่ข้อมูลที่มีอยู่ยังระบุบทบาทของเขาในฐานะผู้รับช่วงเงิน ส่วนใครเป็นผู้สั่งการ ใครควบคุมเครือข่าย และเงินจะเดินทางไปสิ้นสุดที่ใด ยังเป็นประเด็นที่ต้องขยายผลและพิสูจน์ด้วยพยานหลักฐาน การตามเส้นทางเงินจึงยังมีความหมายมากกว่าการได้ตัวผู้ต้องหาเพิ่มอีกหนึ่งคน เพราะทุกจุดที่เงินเปลี่ยนมือ อาจเปิดให้เห็นอีกส่วนหนึ่งของขบวนการที่ซ่อนอยู่หลังปลายสาย
ผลปฏิบัติการครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตรวจยึดเงินสด 1.2 ล้านบาท และระงับการถอนเงินอีก 1.3 ล้านบาท รวมเงินที่ติดตามกลับมาและป้องกันไว้ได้ 2.5 ล้านบาท โดยเงินของกลางอยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อคืนแก่ผู้เสียหาย แต่สิ่งที่คดีนี้เผยให้เห็นชัดเจนพอ ๆ กับเส้นทางเงิน คือวิธีที่ความกลัวถูกใช้ควบคุมคนคนหนึ่ง ผู้เสียหายมีเงินอยู่ในบัญชี มีเอกสารอยู่ในมือ และเดินเข้าไปทำธุรกรรมด้วยตัวเอง ทว่าการตัดสินใจกลับถูกกดดันจากบุคคลที่อยู่หลังหน้าจอ วิดีโอคอลที่ไม่ยอมให้วางสาย ทำให้ปลายสายยังคงสั่งการระหว่างทำธุรกรรม ขณะที่ความหวาดกลัวอาจทำให้ผู้เสียหายไม่กล้าหยุด ไม่กล้าถาม และไม่กล้าขอความช่วยเหลือ

สิ่งนี้ไม่จำเป็นต้องอธิบายด้วยคำว่า “สะกดจิต” ความกดดันและการข่มขู่อย่างต่อเนื่องก็สามารถบีบให้คนทำสิ่งที่ตนเองไม่เคยคิดจะทำได้ ก่อนถามว่าเหตุใดเหยื่อจึงหลงเชื่อ จึงควรถามด้วยว่า ระหว่างที่เขากำลังถูกข่มขู่ มีใครมองเห็นและช่วยหยุดสถานการณ์นั้นได้หรือไม่ คดีนี้มีพนักงานธนาคารมองเห็น มีการประสานตำรวจ และมีชุดสืบสวนตามเงินต่อทันที ความใส่ใจของแต่ละฝ่ายจึงเชื่อมต่อกันจนหยุดความเสียหายเพิ่มเติมได้ สำหรับคนใกล้ชิด อาการหวาดกลัวระหว่างคุยโทรศัพท์ การถอนเงินก้อนใหญ่ผิดจากพฤติกรรมเดิม หรือการยืนยันว่าต้องทำตามปลายสายทันที เป็นเหตุให้ควรเข้าไปสอบถามและช่วยประสานธนาคารหรือตำรวจ
อย่าปล่อยให้คำว่า “เรื่องส่วนตัว” ปิดกั้นความช่วยเหลือ ในวันที่คนคนหนึ่งกำลังถูกความกลัวบังคับให้ทำร้ายอนาคตของตัวเอง หน้าเคาน์เตอร์ธนาคารวันนั้น เงินก้อนที่สองถูกหยุดไว้ เพราะมีคนเห็นความผิดปกติและลงมือช่วย ส่วนเงินก้อนแรกถูกตามกลับมา เพราะเจ้าหน้าที่เดินหน้าตามเส้นทางของมัน ชัยชนะของคดีจึงไม่ได้อยู่เพียงภาพผู้ต้องหาถูกจับ แต่อยู่ที่ผู้เสียหายได้รับโอกาสรักษาเงินและเริ่มตั้งหลักอีกครั้ง ขบวนการหลอกลวงเติบโตได้เมื่อเหยื่อถูกทิ้งให้อยู่ลำพังกับความกลัว การช่วยเหลือจึงเริ่มต้นได้จากคนที่มองเห็น และไม่เดินผ่านไป

บางครั้ง คำถามสั้น ๆ ว่า “มีอะไรให้ช่วยไหม” อาจเป็นจุดแรกที่ทำให้คำสั่งจากปลายสาย หมดอำนาจเหนือชีวิตคนคนหนึ่ง #canchaonews #สมชายจรรยา #มือปราบจั่นเจา #แกะรอยม้าวิ่ง #แก๊งคอลเซ็นเตอร์ #หลอกถอนเงิน #ภัยออนไลน์ #เตือนภัยมิจฉาชีพ #สืบภาค1 #ตำรวจภูธรภาค1 #ฟิวเจอร์ปาร์ครังสิต #ห้วยขวาง #หยุดวงจรหลอกลวง #รู้ทันกลโกง
