ผ้าเหลืองถูกโรงแรมปฏิเสธ ถามกฎหมายอยู่ไหน? พระเลือกสติ ไม่เลือกสงคราม แต่ผู้มีอำนาจต้องลงมือแก้ไข ก่อนจะบานปลาย

“พระภิกษุเข้าพักไม่ได้ค่ะ เพราะเจ้าของโรงแรมเคร่งครัด” คืนที่ฝนไม่ใช่ปัญหา พายุฝนคะนองถล่มกรุงเทพฯ จนเที่ยวบินต้องดีเลย์ พระมหานภันต์ สนฺติภทฺโท (ป.ธ.9) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร และประธานกรรมการมูลนิธิ สกพ. ตกเครื่อง ท่านมุ่งหน้าไปโรงแรมในเครือ B2 เพื่อพักเอาแรงก่อนเดินทางต่อไปเชียงใหม่ แต่สิ่งที่รอท่านอยู่ไม่ใช่ห้องพัก เป็นคำปฏิเสธ ฝนเป็นเรื่องของธรรมชาติ ส่วนคำปฏิเสธนั้นเป็นเรื่องของระบบ
กฎหมายไม่เคยเขียนข้ออ้างนี้ไว้ คำว่า “เจ้าของเคร่งครัด” ฟังเหมือนมีน้ำหนัก แต่ในทางกฎหมายแทบไม่มีอะไรรองรับ พ.ร.บ.โรงแรม พ.ศ. 2547 มาตรา 39 เปิดช่องให้ปฏิเสธผู้เข้าพักเฉพาะกรณีจำเป็น เช่น มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะก่อความผิดอาญา ไม่สามารถชำระค่าห้อง หรือเป็นโรคติดต่ออันตราย ไม่มีบรรทัดไหนระบุว่าการเป็นพระหรือนักบวชศาสนาใดเป็นเหตุปฏิเสธได้ เมื่อห้องยังว่าง และผู้เข้าพักจองและชำระเงินแล้ว การปฏิเสธจึงเข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรา 39 มีโทษปรับทางปกครองตามมาตรา 58 ตั้งแต่ 5,000 ถึง 20,000 บาท ในทางแพ่ง การจองและชำระเงินคือการเกิดสัญญาแล้ว การปฏิเสธโดยไร้เหตุอันชอบด้วยกฎหมายคือผิดสัญญา ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 215 และ 222 ผู้เสียหายเรียกค่าที่พักใหม่และค่าเดินทางที่เพิ่มขึ้นได้ แต่ตัวเลขสูงสุดแค่สองหมื่นบาทนี้เองที่ต้องตั้งคำถาม โทษที่เบากว่าต้นทุนของอคติ ย่อมไม่มีพลังยับยั้งอคติ คำขอโทษที่เผยจุดอ่อนของทั้งระบบ เครือ B2 ออกแถลงการณ์ขออภัย ยืนยันว่าไม่มีนโยบายเลือกปฏิบัติ เติบโตจากครอบครัวที่นับถือศาสนาซิกข์ ซึ่งยึดมั่นในการเคารพความแตกต่าง และระบุว่าเหตุการณ์เกิดจากการสื่อสารและการปฏิบัติของพนักงานที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน
คำขอโทษนี้ควรได้รับการรับฟัง แต่ก็ทิ้งคำถามไว้ข้อใหญ่ว่า เหตุใดพนักงานหน้างานจึงเชื่อว่า การอ้างความเคร่งครัดของเจ้าของ ใช้ปฏิเสธลูกค้าได้ หากความเข้าใจผิดนี้เกิดในโรงแรมเดียว นั่นคืออุบัติเหตุ แต่หากเกิดได้ง่ายขนาดนี้ มันคือสัญญาณว่าช่องว่างด้านความรู้ความเข้าใจอาจมีอยู่ทั่วอุตสาหกรรม เสรีภาพในความเชื่อเป็นสิทธิของเจ้าของกิจการ แต่เมื่อเปิดโรงแรมซึ่งเป็นกิจการที่รัฐกำกับเพื่อประโยชน์สาธารณะ เสรีภาพนั้นต้องอยู่ภายใต้หลักความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ เสรีภาพของเจ้าของสิ้นสุดลงตรงที่สิทธิของลูกค้าเริ่มต้น
ท่านเลือกสติ ไม่เลือกสงคราม ในวันที่โลกออนไลน์พร้อมจะลุกเป็นไฟ พระมหานภันต์เลือกอีกทาง ท่านสื่อสารว่าไม่ว่าศาสนาใดก็ไม่ควรเลือกปฏิบัติต่อใครด้วยการอ้างศาสนา ขอให้สังคมอย่าโจมตีศาสนาใด แต่ร่วมกันขจัดการเลือกปฏิบัติโดยอ้างศาสนา ท่านไม่ได้ชี้นิ้วไปที่ศาสนาของใคร ท่านชี้ไปที่ต้นเหตุ คือ การเอาความเชื่อส่วนตัวมาริดรอนสิทธิของผู้อื่น นี่คือโจทย์ที่สังคมต้องช่วยกันแก้ ไม่ใช่โจทย์ที่ต้องเอาชนะกัน
จากดราม่าสู่การแก้ไข ใครต้องทำอะไร เพื่อไม่ให้เรื่องนี้เป็นแค่ข่าวที่หายไปตามกระแส ข้อเสนอต่อไปนี้ไล่ตามลำดับความรับผิดชอบ เริ่มที่ผู้บังคับใช้กฎหมาย กระทรวงมหาดไทยและกรมการปกครองในฐานะนายทะเบียนกลางตาม พ.ร.บ.โรงแรม ควรออกหนังสือเวียนถึงนายทะเบียนโรงแรมทุกจังหวัด ย้ำชัดว่าการปฏิเสธผู้เข้าพักเพราะเชื้อชาติ สัญชาติ ศาสนา เพศสภาพ หรือสถานะนักบวช ไม่มีอำนาจตามมาตรา 39 พร้อมทบทวนอัตราโทษมาตรา 58 ให้หนักพอจะยับยั้งได้จริง ต่อด้วยผู้กำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรม ททท. กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และสมาคมโรงแรมไทย ควรร่วมจัดทำ แนวปฏิบัติแห่งชาติว่าด้วยการไม่เลือกปฏิบัติในธุรกิจบริการ บรรจุกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค สิทธิมนุษยชน และความเข้าใจความหลากหลายทางศาสนาลงในหลักสูตรอบรมผู้จัดการโรงแรม และผูกการอบรมพนักงานหน้างานเข้ากับเงื่อนไขการต่อใบอนุญาต เพราะคนที่ยืนหน้าเคาน์เตอร์คือด่านแรกของมาตรฐานทั้งหมด
ถัดมาคือผู้เสียหายที่ต้องไม่โดดเดี่ยว สคบ. ร่วมกับกระทรวงยุติธรรม ควรตั้งสายด่วนและกลไกช่วยเหลือทางกฎหมายสำหรับผู้ถูกปฏิเสธที่พัก โดยเฉพาะยามวิกาลที่ไม่มีทางเลือก เพื่อให้เรียกร้องค่าเสียหายได้รวดเร็ว และต้องสร้างความเข้าใจที่รากเหง้า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและผู้นำศาสนาต่างๆ ควรร่วมจัดเวทีสานเสวนากับผู้ประกอบการ เพราะหลักคำสอนของหลายศาสนา อย่างซิกข์และอิสลาม ล้วนเน้นความเมตตาและการต้อนรับผู้มาเยือน ไม่มีศาสนาใดสอนให้ปิดประตูใส่คนที่ต้องการที่พักพิง ปลายทางอยู่ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา ควรเชิญหน่วยงานทั้งหมดข้างต้นพร้อมผู้บริหารเครือ B2 เข้าชี้แจง และพิจารณาบรรจุ บทบัญญัติห้ามเลือกปฏิบัติ (Anti-Discrimination Clause) ใน พ.ร.บ.โรงแรมฉบับปรับปรุง คุ้มครองนักบวชทุกศาสนาและกลุ่มเปราะบาง พร้อมโทษปรับที่หนักขึ้นและการพักหรือเพิกถอนใบอนุญาตสำหรับการกระทำซ้ำ
วันนี้เป็นพระ พรุ่งนี้เป็นใคร ลองนึกภาพตามให้ชัด พระภิกษุรูปหนึ่ง เหนื่อยจากการตกเครื่อง ยืนกลางดึกในคืนฝนตก พร้อมใบจองและเงินที่จ่ายครบแล้ว แต่ประตูกลับถูกปิดใส่ ด้วยเหตุผลที่กฎหมายไม่เคยเขียนรับรอง นั่นคือเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว ส่วนเรื่องที่ยังไม่เกิด คือใครจะเป็นคนต่อไป นักบวชศาสนาอื่น นักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือคนธรรมดาที่ถูกตัดสินจากสิ่งที่เขาเป็น ก่อนจะทันได้ยื่นบัตรประชาชน ถ้าวันนี้เรายังนิ่งเฉย วันหน้าก็ไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะไม่ใช่เรา พระมหานภันต์เลือกให้อภัย เลือกสติ และเลือกชี้ไปที่ปัญหา ไม่ชี้ไปที่ศาสนาใด ท่านทำส่วนของท่านครบแล้ว ที่เหลือเป็นหน้าที่ของคนที่ถือกฎหมาย ถือใบอนุญาต และถือชื่อเสียงของประเทศไว้ในมือ กฎหมายที่ชัด โทษที่หนักพอ การอบรมที่จริงจัง และกลไกที่พึ่งได้ทันทีในยามวิกาล ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ภาระ แต่คือราคาที่ถูกที่สุดของศักดิ์ศรีประเทศ ประเทศที่ขายตัวเองว่า “เมืองแห่งรอยยิ้ม” ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ารอยยิ้มนั้นไม่มีเงื่อนไขทางศาสนา และต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำ ไม่ใช่ด้วยคำขอโทษหลังเกิดเรื่อง
ฝนจะหยุดตกเองตามธรรมชาติ แต่ประตูที่ปิดใส่คนนั้น ต้องมีคนลงมือเปิดและต้องไม่ปล่อยให้ปิดอีกเป็นครั้งที่สอง ขอให้คืนวันที่ 25 กันยายน เป็นคืนสุดท้ายที่เรื่องแบบนี้เกิดขึ้น #canchaonews #โรงแรม #การท่องเที่ยว #รัฐสภา #พรบ.โรงแรม #กฎหมาย #วัดสระเกศ #พระภิกษุ
