การเมืองไทย ยังไม่พ้นวงจร องค์กรอิสระ ไร้อิสระจริง

หากวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ถูกจับตาในฐานะ “หมุดหมายการเมือง” อีกครั้งหนึ่ง เวทีที่โรงแรมรอยัลริเวอร์ เมื่อวันที่ 17 มกราคมที่ผ่านมา คือพื้นที่ที่พยายามคลี่ให้เห็นว่า หมุดหมายนั้นไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หากเป็นผลสะสมของโครงสร้างอำนาจ ระบบการเมือง และความล้มเหลวในการออกแบบกลไกตรวจสอบตลอดหลายทศวรรษ

บนเวทีหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง CEO CONNEXT ผู้นำการเมืองเชิงยุทธศาสตร์ รุ่นที่ 1 (บนยศ.1) ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ นายกสภามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เปิดมุมมองอย่างไม่ประนีประนอม ในหัวข้อ “ผมคิดอย่างไรกับวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569”

ไม่ใช่คำทำนาย หากแต่เป็นการ “อ่านเกมอำนาจ” ของการเมืองไทยในระยะเปลี่ยนผ่าน การเมืองไทยกับวงจรที่ยังไม่หลุด ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง ฉายภาพการเมืองไทยว่า ติดอยู่ในวงจรเดิมที่เปลี่ยนตัวแสดง แต่ไม่เปลี่ยนโครงสร้าง กลไกรัฐ พรรคการเมือง และภาคประชาชน ต่างถูกดึงเข้าไปอยู่ในสมการเดียวกัน โดยมี “อำนาจ” เป็นแกนกลาง

ปัญหาสำคัญไม่ใช่การขาดกติกา แต่คือการใช้กติกาเป็นเครื่องมือทางการเมือง มากกว่าหลักยึดเพื่อประโยชน์สาธารณะ “ประเทศในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ต้องการผู้นำที่คิดให้ขาด มองให้ไกล และตัดสินใจบนความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่ใช่การคำนวณเกมระยะสั้น” ถ้อยคำดังกล่าว สะท้อนความจริงที่เจ็บปวดว่า การเมืองไทยจำนวนไม่น้อย ยังวนเวียนอยู่กับการประคองอำนาจ มากกว่าการออกแบบอนาคต

องค์กรอิสระ : อำนาจที่ไร้การตรวจสอบ ช่วงที่เรียกเสียงเงียบงันในห้องบรรยาย คือการตั้งคำถามต่อบทบาท องค์กรอิสระ ซึ่งถูกออกแบบมาให้เป็น “ผู้คานอำนาจ” แต่ในทางปฏิบัติกลับถูกตั้งข้อสงสัยว่า กำลังกลายเป็น “อำนาจเหนือการตรวจสอบ” ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง ชี้ตรงไปยังแก่นของปัญหา ไม่ใช่ตัวบุคคล หากคือ “ระบบและโครงสร้าง” ที่เปิดช่องให้การแทรกแซงทางการเมืองเกิดขึ้นอย่างแนบเนียน

องค์กรอิสระจำนวนหนึ่งขาดกลไกตรวจสอบตนเอง ขาดความยึดโยงกับประชาชน และขาดความรับผิดชอบเมื่อการตัดสินใจส่งผลกระทบต่อประเทศ กรณี คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถูกยกขึ้นเป็นตัวอย่างขององค์กรที่มีขนาดและอำนาจมากเกินความจำเป็น จนกลายเป็นความเทอะทะทางระบบ ข้อเสนอคือ การปรับให้ “เล็กลง แต่มีประสิทธิภาพจริง” มากกว่าการสะสมอำนาจเชิงสัญลักษณ์ ระบบเลือกตั้ง กับความตั้งใจที่ยังไปไม่ถึง

การแยกหมายเลข ส.ส.เขต และบัญชีรายชื่อ ถูกออกแบบมาเพื่อลดการซื้อเสียง แต่ในทางปฏิบัติกลับสร้างผลข้างเคียง ทั้งบัตรเสียที่เพิ่มขึ้น และความสับสนของผู้ใช้สิทธิ ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง มองว่า นี่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของการออกแบบนโยบาย ที่มักหวังผลทางเทคนิค แต่ละเลยพฤติกรรมทางการเมืองจริงของสังคมไทย ขณะเดียวกัน บทบาทของ วุฒิสภา ในการสรรหาองค์กรอิสระ ถูกย้ำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เป็นเพียงผู้ให้ความเห็นชอบ ไม่ใช่ผู้คัดเลือกโดยตรง ท่ามกลางความเข้าใจคลาดเคลื่อนที่ยังดำรงอยู่ในสังคม

จากการเมืองระดับชาติ สู่สนามท้องถิ่น หลังเวทีบรรยาย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิชิต สุรดินทร์กูร เปิดพื้นที่ “Chat & Share” ให้ผู้เข้าอบรมสะท้อนมุมมองและวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองอย่างเข้มข้น แสดงให้เห็นว่า ผู้นำรุ่นใหม่จำนวนหนึ่ง ไม่ต้องการเป็นเพียงผู้เสพข่าว แต่ต้องการเป็นผู้กำหนดทิศทาง ต่อเนื่องด้วยเวทีเสวนา “การเมืองท้องถิ่นเชิงยุทธศาสตร์ ทำอย่างไรให้พัฒนาพื้นที่ได้จริงภายใต้ข้อจำกัด” โดย นายพิเชฐ ทินอยู่ ประธานสภาอบจ.ลำปาง และ นายรังสรรค์ นันทกาวงศ์ นายกเทศมนตรีบึงยี่โถ บทเรียนจากสนามท้องถิ่นสะท้อนว่า การเมืองไม่ได้ล้มเหลวเพราะขาดความคิด แต่เพราะติดกับดักกฎหมาย งบประมาณ และโครงสร้างรวมศูนย์อำนาจ ที่ทำให้ความตั้งใจดีไปไม่ถึงการปฏิบัติ

คำถามที่ยังค้างคา หลักสูตร CEO CONNEXT พยายามปั้นผู้นำการเมืองเชิงยุทธศาสตร์ ที่คิดเป็น วิเคราะห์เป็น และเข้าใจโครงสร้างอำนาจอย่างไม่หลงภาพลวง แต่คำถามที่ยังค้างอยู่ คือ การเมืองไทยพร้อมหรือยังที่จะยอมรับการปฏิรูปเชิงโครงสร้างจริง หรือจะยังเลือกประคองระบบเดิม แล้วรอให้ “วันที่สำคัญ” เวียนกลับมาอีกครั้ง

8 กุมภาพันธ์ 2569 อาจเป็นเพียงวันหนึ่งในปฏิทิน แต่สิ่งที่น่าจับตากว่า คือ ประเทศนี้จะยังเดินวนอยู่ในวงจรเดิม หรือจะกล้าตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางเสียที #สมชาย จรรยา #canchaonews #canchaonews.com #เลือกตั้ง #การเมือง #องค์กรอิสระ #ผู้บริหารระดับสูง #CEO CONNEXT #ผู้นำการเมืองเชิงยุทธศาสตร์ รุ่นที่ 1 #บนยศ.1