เปิด 5 เครือข่ายนอมินี จากบริษัทผี–วิลล่าหรู–วีซ่าธุรกิจ ถึงคำถามใหญ่ “ใครเปิดประตู” ให้ทุนสีเทาฝังรากบนแผ่นดินไทย

เกาะสมุยคือหนึ่งในขุมทรัพย์การท่องเที่ยวของไทย ทุกตารางเมตรมีมูลค่าสูงและดึงดูดการลงทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่อง แต่ในอีกด้านหนึ่ง การเติบโตของอสังหาริมทรัพย์และเงินทุนต่างชาติทำให้พื้นที่นี้ถูกจับตาอย่างเข้มข้น เส้นแบ่งระหว่าง “การลงทุนถูกกฎหมาย” กับ “ทุนสีเทาใช้นอมินี” มักถูกซ่อนอยู่ในเอกสารไม่กี่แผ่น และเมื่อรัฐเริ่มตรวจสอบเชิงลึก สิ่งที่พบไม่ใช่เพียงไม่กี่บริษัท แต่เป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงกัน จากการสืบสวนพบข้อมูลสำคัญ ได้แก่ 61 บริษัท 42 แปลงที่ดิน พื้นที่กว่า 33 ไร่ มูลค่าราว 1,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นที่มาของปฏิบัติการ “กัดไม่ปล่อย เฟส 7” ในอำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อมองลึกกว่าการจับกุม คดีนี้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่เชื่อมตั้งแต่บริษัท ผู้ถือหุ้น ที่ดิน ใบอนุญาต วีซ่า ภาษี ไปจนถึงเส้นทางเงิน

จาก “เกาะพะงันโมเดล” สู่สมุย ปฏิบัติการครั้งนี้ใช้แนวทางวิเคราะห์ฐานข้อมูลนิติบุคคลทั้งระบบ จากบริษัทในเกาะสมุยกว่า 12,906 แห่ง พบว่ามีต่างชาติถือหุ้นใน 8,254 บริษัท ก่อนคัดกรองจนเหลือกลุ่มเสี่ยง 875 บริษัท และลงลึกจนเหลือเป้าหมายหลัก 61 บริษัท บริษัทเหล่านี้เชื่อมโยงกับที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 42 แปลง ก่อนนำไปสู่การขอหมายค้น 37 หมาย และหมายจับต่างชาติ 62 หมาย ครอบคลุมหลายสัญชาติ โดยสามารถจับกุมได้ 14 รายตั้งแต่วันแรก เป้าหมายของปฏิบัติการจึงขยับจาก “จับคน” ไปสู่ “แกะเครือข่าย” และ “รื้อระบบ”

ผนึกกำลังรัฐ ตรวจตั้งแต่บริษัทถึงเส้นทางเงิน ปฏิบัติการครั้งนี้บูรณาการหลายหน่วยงาน ทั้งตำรวจ ฝ่ายปกครอง DSI กรมที่ดิน กรมสรรพากร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และ ตม. เพื่อไล่ตรวจตั้งแต่โครงสร้างบริษัท โฉนดที่ดิน วีซ่า Work Permit ไปจนถึงธุรกรรมทางการเงิน เพราะทุนสีเทาไม่ได้ปรากฏในรูปแบบเดียว แต่กระจายอยู่ในหลายระบบ หากตรวจแยกกันจะเห็นเพียงชิ้นส่วน แต่เมื่อเชื่อมข้อมูลเข้าด้วยกันจึงเห็นภาพเครือข่ายทั้งหมด

ผ่า 5 เครือข่ายนอมินี เจ้าหน้าที่แบ่งเครือข่ายออกเป็น 5 กลุ่มหลัก โดยมีรูปแบบร่วมคือการใช้นอมินีคนไทยถือหุ้นแทนต่างชาติ

“กัลป์–ทรี” (19 บริษัท) กลุ่มทุนอิสราเอล ถูกกล่าวหาว่าใช้โครงสร้างบริษัทซับซ้อนและนอมินีคนไทย ครอบคลุมธุรกิจโรงเรียนนานาชาติและวิลล่าหรูให้เช่า

“โฮล–ซี” (4 บริษัท) ทุนเยอรมัน ใช้นอมินีทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างวิลล่าหรู รวมถึงประเด็นการใช้ที่ดินและภาษี

“กมล” และ “ปา” (19 และ 17 บริษัท) ใช้คนไทยเป็นฉากหน้าเพื่อขอใบอนุญาตทำงานและวีซ่าธุรกิจ โดยมีข้อสงสัยว่าผู้ถือหุ้นไทยไม่มีการลงทุนจริงหรือมีบทบาทจริงในกิจการ

“ไอ” เริ่มจากคดีฉ้อโกงชาวฝรั่งเศส 21 ล้านบาท ก่อนเชื่อมโยงสู่การตั้งบริษัท ซื้อที่ดิน และพัฒนาเป็นที่พักหรูให้เช่ารายวันโดยไม่ได้รับอนุญาต

นอมินี ปัญหาเชิงโครงสร้าง คดีนี้สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่บริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่คือระบบที่เชื่อมโยงกันระหว่างคน บริษัท ที่ดิน ใบอนุญาต และเงินทุน จนเกิด “ระบบคู่ขนาน” ที่เอื้อให้บางกลุ่มเข้าถึงทรัพยากรได้เหนือกว่ากติกาปกติ ผลกระทบไม่ใช่แค่รัฐ แต่รวมถึงผู้ประกอบการไทยที่แข่งขันอย่างถูกกฎหมาย

คำถามสำคัญ ใครเปิดประตู? การตรวจยึดหลักฐานเป็นเพียงจุดเริ่มต้น สิ่งสำคัญกว่าคือการไล่เส้นทางเงินและอำนาจ เพื่อหาคำตอบว่าใครเป็นผู้จัดตั้งบริษัท ใครจัดหานอมินี และใครเป็นผู้รับผลประโยชน์จริง รวมถึงคำถามสำคัญว่า มีเจ้าหน้าที่รัฐ นายหน้า หรือผู้มีอิทธิพลเกี่ยวข้องหรือไม่

จากสมุยสู่ระบบประเทศ เป้าหมายต่อไปคือการขยายผลไปยังพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ภูเก็ต กระบี่ พังงา ชลบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีความเสี่ยงด้านทุนสีเทาเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ต้องแยกให้ชัดว่า “ปัญหาไม่ใช่นักลงทุนต่างชาติ” แต่คือการใช้ช่องโหว่กฎหมายและนอมินีเพื่อครอบครองทรัพยากร ตัวเลขการปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนความรุนแรงของเครือข่าย แต่คำถามสำคัญกว่าคือจะสามารถสาวถึงผู้บงการและรื้อระบบได้จริงหรือไม่ เพราะความสำเร็จของ “กัดไม่ปล่อย” ไม่ใช่จำนวนผู้ถูกจับ แต่คือการทำให้กฎหมายไปถึงรากของเครือข่ายทั้งหมด หากรากยังอยู่ใต้ดิน กฎหมายต้องขุดให้ถึง และหากมีมือใดคอยหล่อเลี้ยง ก็ต้องสาวให้ถึงมือ

นี่คือบทพิสูจน์ว่า “กัดไม่ปล่อย” จะเป็นเพียงชื่อปฏิบัติการ หรือมาตรฐานใหม่ในการจัดการทุนสีเทาของประเทศ #กัดไม่ปล่อยเฟส7 #ทุนสีเทา #เกาะสมุย #นอมินีต่างชาติ #ทลายทุนสีเทา #อาชญากรรมเศรษฐกิจ #CanChaoNews #มือปราบจั่นเจา